พระธรรมเทศนา
รำลึกถึงหลวงพ่อชา
ฟังเสียงประกอบเรื่องนี้พระธรรมเทศนา แสดง ณ วัดหนองป่าพง ๑๔ ม.ค. ๕๒ · ชุดที่ ๓ ลำดับ ๒ · ๖๑ นาที
ข้อความแปลงอัตโนมัติจาก PDF ต้นฉบับ (๑๐ หน้า) — อยู่ระหว่างตรวจทาน หากพบคำผิดโปรดเทียบกับ PDF ต้นฉบับ
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพระมงคลกิตติธาดาเทศนาที่วัดหนองป่าพง ๑๔ มกราคม ๒๕๕๒นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะนะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะนะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะนะมัตถุ รัตนัตยัสสะ สุภัททะมหาเถรัสสะ จะ ปุพพาจะริยานันติ
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอนอบน้อมคารวะแด่หลวงพ่อพระโพธิญาณเถร หลวงพ่อพระสุภัททะมหาเถระ คือ หลวงพ่อชา และขอนอบน้อมแด่บรรดาบูรพาจารย์ทั้งหลาย ขอโอกาสท่านเจ้าคุณและพระเถรานุเถระ ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมผู้มีโอกาสมาประชุมกัน วันนี้นับว่าหลายพัน จงพากันเจริญในธรรมทุกรูปทุกนาม
วันนี้อาตมามีโอกาสได้มาเยี่ยม มาให้กำลังใจท่านทั้งหลาย ผู้ซึ่งมีกำลังกายกำลังใจพอสมควร ก่อนจะมาก็แวะไปกราบเจดีย์ของหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อชา อาตมานิยมเรียกท่านว่า หลวงพ่อ รู้สึกว่าอยู่ใกล้ตัวกว่าหลวงปู่ซึ่งโดยความหมายก็ในฐานะหลวงปู่ด้วย พ่อเป็นผู้ให้กำเนิดคู่กับแม่ เป็นพระองค์แรกของลูก ลูกก็ต้องรู้จัก ได้อาศัยท่านเกิด อาศัยท่านอยู่ อาศัยท่านเลี้ยงดู อาศัยท่านอุ้มชูอุปถัมภ์คู่กับแม่ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญคุณของพระทั้งสององค์นี้ของเรา คือ พระบิดา พระมารดา เป็นพระที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดและมีคุณแก่เรามากที่สุด พระบิดาพระมารดาเป็นพ่อแม่ทางโลก ก็มีคุณทางโลก ส่วนพ่อแม่ทางธรรมก็มีคุณทางธรรม ชีวิตมนุษย์เกิดมา จำเป็นต้องอาศัยทั้งทางโลกและทางธรรม
อาตมาเดินผ่านมาเห็นพวกลูกๆ หลานๆ และญาติโยมหลายคนพากันแย่งอาหารกัน เอามากินยังไม่พอยังห่อเอาหิ้วเอา บางคนอาจถึงกับแบกเอาหาบเอาก็ได้ เห็นแล้วก็ โอ...นึกถึงภาษิตคำสอนที่ว่า “สัพเพสัตตา อาหารัฏฐิติกา” สัตว์ทั้งหลายมีการดำรงชีพอยู่ได้ด้วยอาหาร แต่ว่าอาหารมันมีตั้งสองชั้น นี่หลวงพ่อใหญ่คือหลวงพ่อชาท่านให้ข้อคิดเป็นคนกินได้แต่อาหารทางกาย เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงทางกาย มีเครื่องนุ่งห่มทางกาย มีที่พักผ่อนทางกาย มียารักษาทางกาย นั่นเป็นได้แต่เพียง “คน” ยังไม่ได้เป็นมนุษย์ มนุษย์นั้นต้องกินอาหารสองชั้น ที่พักผ่อน ที่หลับนอน ที่พึ่งพาอาศัย เครื่องนุ่งห่ม ก็ต้องเป็นสองชั้น แม้แต่ยาแก้โรคก็ต้องมีสองชั้น คือ ชั้นในส่วนของร่างกายอย่างหนึ่ง ในส่วนของจิตใจอย่างหนึ่ง
วันนี้ท่านทั้งหลายได้เดินทางมา ผู้ที่มีความอุตสาหะวิริยะก็ย่างเข้าคืนที่สามแล้ว เริ่มจากวันที่ ๑๒ ๑๓๑๔ อาตมามีโอกาสมาร่วมครั้งนี้ก็อาศัยความพยายาม เจ้านายอาตมาไม่ค่อยอนุญาต คือ ร่างกายอาตมามันไม่ค่อยปกติ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อายุนะโยม เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ครบ ๗๘ ปีเต็ม เดี๋ยวนี้ก็ย่าง ๗๙ แล้ว เสียงหายไป แต่ก็ทุลักทุเลไม่เหมือนท่านเจ้าคุณ ท่านเจ้าคุณราช(พระราชภาวนาวิกรม : อาจารย์เลี่ยม ฐิตธมฺโม) ท่านแข็งแรงกว่าอาตมา แต่ท่านก็มีส่วนสึกหรออยู่เหมือนกันนั่นแหละ
อันร่างกายของมนุษย์นี้ เมื่อมันผุดมันเกิดมาแล้วต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการชำรุดทรุดโทรมเป็นกฎธรรมชาติธรรมดา ที่มันเป็นมาแล้ว กำลังเป็นอยู่ และจะต้องเป็นต่อไป ไม่มีใครหนีได้ เราซ่อมแซม เมื่อมันชำรุดทางร่างกาย ก็ซ่อมแซมทางร่างกาย เมื่อมันหนาวก็หาเครื่องนุ่งห่มมาปกปิด เมื่อหิวก็หาอาหารมาหล่อเลี้ยง เมื่อสึกหรอเจ็บไข้ได้ป่วยก็หาหยูกยามาแก้ไข จนกว่ามันจะแก้ไม่ไหว และเป็นไปตามเหตุการณ์
มรดก คือ สิ่งซึ่งเราจะรับถ่ายทอด มรดกทางโลกหรือธรรมชาตินั้น คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นมรดกสากล ทุกๆคนรวมทั้งสัตว์ทุกตัว เมื่อเกิดมาแล้วจะต้องพบ จะต้องเห็น หนีไม่พ้น นี่เป็นกฎของธรรมดาธรรมชาติ ที่มันเป็นมาแล้ว เป็นอยู่ จะต้องเป็นต่อไป ถ้าหากว่ามันไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเรานี่ ถ้าไม่หิวเลยร้านอาหารก็เจ๊ง ไม่ได้ขาย เสื้อผ้าไม่ขาดเลยพวกตัดเย็บเสื้อผ้า เจ้าของเสื้อผ้าก็ไม่ได้ขายอีกนั่นแหละ ถ้าไม่เจ็บไม่ไข้ไม่ป่วย หมอก็ไม่มีความหมายเหมือนกัน หยูกยาไม่ต้องมี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ มันจะต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้น
ใครรู้ความจริงสิ่งเหล่านี้แล้วให้พิจารณา ดูตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น จึงจะเห็นสัจธรรม นี่นักปราชญ์ท่านสอนว่าอย่างนั้น ดูจิตดูใจเราให้ดีๆนะ ให้มีความระลึกรู้ตัวอยู่ เวลานี้เราอยู่ที่ไหน มีหน้าที่อย่างไร เป็นลูกของใคร เป็นหลานใคร เป็นศิษย์ของใคร จะต้องทำอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ตามหน้าที่นั้นๆ นี่เป็นส่วนสำคัญ ฉะนั้น การประชุมกันคราวนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ไปจนถึงวันที่ ๑๗ นี้ ก็พอระลึกรู้ รู้ว่าเราเป็นศิษย์ของใครเป็นลูกศิษย์ของใครมีหน้าที่อย่างไร มีหน้าที่รับฟัง เชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์แล้วนำไปปฏิบัติตาม เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ก็คิดอุปถัมภ์บำรุงใช้หนี้ท่าน ทดแทนพระคุณท่านตามหน้าที่ของศิษย์ที่จะทำได้ เมื่อท่านเจ็บป่วยไข้ก็พยาบาลรักษาท่าน อย่างท่านเจ้าคุณราชฯ ท่านอุปัฏฐากหลวงพ่อใหญ่มา อาตมาไม่ค่อยได้มาอุปถัมภ์อุปัฏฐากเพราะลำพังแค่อุปถัมภ์อุปัฏฐากตัวเองก็เกือบจะแย่อยู่แล้ว นานๆจึงได้มาทีหนึ่ง ทีนี้เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย หยูกยามีโรงพยาบาลที่ไหนมีก็พาไปหาไปรักษา หลวงพ่อชาท่านบอกว่า เมื่อรู้ความจริงแล้วท่านจะเห็นความจริง เมื่อเห็นความจริง เราจะต้องใช้ความจริงนั้นๆให้มันถูกต้อง เราทั้งหลายมีพระประจำบ้าน มีพระประจำโรงเรียน มีพระประจำวัด เป็นพระที่อยู่ใกล้ตัว เป็นพระผู้ที่คอยช่วยเหลือส่งเสริม นอกจากนั้นก็ยังมีพระเบื้องสูง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เราจะต้องกราบเคารพสักการะ น้อมนำไปพิจารณาแล้วก็ทำตาม พระพุทธเจ้าเป็นใคร ญาติโยมเคยพิจารณาไหม เคยพิจารณาให้เกิดการกระทำให้มันถูก ท่านพระพุทธเจ้าเป็นใคร อาตมาจะสรุปให้ฟังง่ายๆดังนี้
พระพุทธเจ้าคือยอดของคนดีที่สุด ท่านทำดีที่สุด ทำถูกต้องที่สุด ทำมีประโยชน์มากที่สุด เป็นที่สักการะเคารพบูชา แม้จะเกิดที่ไหนไม่สำคัญ เมื่อท่านผู้นั้นเป็นผู้ยอดที่สุดแห่งการกระทำความดีแล้ว เราถึงได้กราบสักการบูชา แล้วตัวเราล่ะ...เมื่อรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านทำดีที่สุด ทำถูกต้องที่สุด ทำมีประโยชน์มากที่สุด เราเคารพนับถือท่าน เราก็ทำตัวเราให้มันดีกว่าเก่าขึ้นมา ให้มันถูกต้องกว่าเก่าขึ้นมา ให้เป็นประโยชน์มากกว่าเก่าขึ้นมาพระพุทธเจ้าเป็นผู้พูดดี พูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดสมานสามัคคี พูดเพื่อส่งเสริมคนดีให้ทำดีมากที่สุด ดังนั้นเราจึงต้องทำตัวเราให้มันดีกว่าเดิม ในเรื่องการพูดจาต้องพิจารณาให้ดีก่อนพูด รู้ตัวว่ากำลังพูดอะไร ผู้ที่ฟังเราพูดเป็นยังไง ผู้ฟังเราสบายดีหรือไม่ เมื่อพูดแล้วผลเป็นอย่างไร พูดไปแล้วให้ดีขึ้นกว่าเดิม นี่ ทำเช่นนี้ ก็เป็นคนนับถือพระพุทธเจ้าแล้ว
ความคิดก็เหมือนกัน คิดเพื่อสร้างสรรค์คุณงามความดี คิดที่จะแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่มันบกพร่อง คิดที่จะสนองตอบพระคุณของผู้มีพระคุณ พระพุทธเจ้าคิดดีที่สุด คิดถูกต้องที่สุด คิดเพื่อเป็นประโยชน์มากที่สุด แล้วท่านก็ทำเป็นตัวอย่างด้วย อย่างพระบิดาคือพ่อของท่าน พระเจ้าสุทโธทนะ พระองค์ก็เสด็จไปเทศน์โปรดพระบิดาไปชี้แจงแนะนำ
เมื่อหลายปีมาแล้ว ได้มีพระบางรูปพูดปรารภตำหนิหลวงปู่มั่น อาตมานั่งฟังอยู่ด้วย ปรารภว่า หลวงปู่คิดอย่างไร รู้สึกว่าท่านทำไม่ถูกต้อง ท่านเกิดที่อุบลฯ ทำไมไม่มาตายที่เมืองอุบลฯ ไม่มาส่งเสริมอุบลฯ ทำไมไปอยู่ทางสกลนครโน่น อาตมารู้สึกรำคาญหู ก็เลยบอกไปว่า “หลวงปู่มั่นท่านไม่ใช่คนเมืองอุบลฯแห่งเดียว ท่านเป็นคนของโลก เป็นของคนไทย ท่านเป็นเหมือนนายแพทย์ เป็นแพทย์เป็นหมด มีหน้าที่รักษา หาหยูกยามาแจกที่ไหนคนป่วยยอมกินยา เชื่อฟังท่าน ท่านก็ไปที่นั่น...”
เคยมีคนนิมนต์หลวงปู่มั่นว่า “นิมนต์หลวงปู่กลับไปเมืองอุบลฯ ขอรับ...” ท่านบอกว่า “บ่ไปแล้ว หมู่เจ้ามันคนฉลาดแล้ว มันเว้ายาก บ่ฟังความ มีแต่เถียง สู้หากินนำคนโง่ดีกว่า...” นี่แสดงว่าเมื่อเป็นแพทย์เป็นหมอท่านไม่คำนึงว่าจะต้องเป็นลูกหลานท่านเท่านั้นจึงจะอยู่สอนพวกเขา เป็นแพทย์เป็นหมอมีหน้าที่รักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย มีหยูกยาแก้ไข้ ถ้าคนไข้ไม่ยอมกินยา ไม่เชื่อหมอ มันเสียเวลาท่าน ท่านก็ไปหาสถานที่อื่น ไม่ใช่ดูถูกคนอุบลฯนะ คนอุบลฯก็เคารพเชื่อฟังท่านมาก ที่สำคัญยิ่ง คือ หลวงปู่ชาของเรานี่ท่านเป็นคนเมืองอุบลฯ แต่ว่า ท่านเป็นคนสากล ไม่ใช่คนของเมืองใดเมืองหนึ่ง ท่านเป็นของคนทั่วไป เป็นคนสาธารณะ เป็นครูอาจารย์ของทุกคนที่เป็นศิษย์ท่าน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
พระพุทธองค์ก็เช่นกัน เมื่อท่านตรัสรู้แล้ว ทำไมท่านไม่รีบไปหาพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางปชาบดีล่ะ พระองค์ท่านคงพิจารณาว่า โอ...ยาของท่านเป็นยาขม เสด็จพ่อกับพระประยูรญาติของท่านยังไม่ต้องการ เป็นคนไข้ที่ไม่หัวซาหมอ ไม่สนใจหมอ ไม่เชื่อหมอ เอายาไปมันก็เสียยา เสียเวลา สู้พิจารณาหาคนที่สมควรจะกินยาขมของท่าน ที่สู้อุตส่าห์ไปค้นหาเป็นเวลาตั้งหกปี ท่านคิดถึงอาจารย์ของท่านสองรูป จะไปสนองคุณอาจารย์ เป็นคนไข้ที่พอจะรับยาได้ แต่ท่านทั้งสองได้ตายไปเสียแล้ว มีใครอีกล่ะ พระองค์นึกถึงปัญจวัคคีย์ “เออ...ลูกศิษย์ห้าคนที่เคยจ้องคอยจอบ (เฝ้าดู) เรา ตอนเราอดอาหารบำเพ็ญทุกรกิริยา เอ้า...ใกล้แล้วไ จะสำเร็จแล้ว ท่านต้องเร่งเข้าไป กระหน่ำเข้าไป อดให้มากกว่านี้คงจะดี... มันจะยุให้เราตาย เออ... พวกนี้เป็นโรคที่พอจะรับฟัง ไปโปรดพวกเขาดีกว่า...” ท่านจึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์
หมอต้องสงเคราะห์คนป่วยที่ยอมกินยาและเชื่อฟังหมอก่อน ส่วนคนดันทุรังเป็นไข้แต่ไม่ยอมกินยาท่านก็เอาไว้ก่อน เมื่อท่านเห็นว่า เสด็จพ่อของท่านพอที่จะกินยาได้ ท่านก็เสด็จไปโปรดเสด็จพ่อของท่านและพระประยูรญาติ เพียงครั้งแรกที่พระพุทธองค์เทศน์โปรด พระเจ้าสุทโธทนะก็บรรลุโสดาบัน และต่อมาภายหลังเมื่อพระเจ้าสุทโธทนะประชวรหนัก พระองค์ก็ไปเทศน์โปรด จนพระบิดาได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ บนพระแท่นภายในพระราชวังกรุงกบิลพัสดุ์ นี่...พระพุทธองค์ท่านไปสนองพระคุณของพระองค์แรกของท่าน ไปเทศน์โปรดโยมพ่อจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทั้งที่เป็นโยม แล้วพระเจ้าสุทโธทนะก็นิพพาน คือ ตาย จากนั้นท่านได้ไปเทศน์โปรดส่งเสริมพระนางปชาบดี พระมารดาเลี้ยงจนได้เป็นพระภิกษุณีองค์แรก และเป็นพระอรหันต์ด้วยนับเป็นพระอรหันต์หญิงองค์แรก ส่วนพระมารดาจริงของพระองค์อยู่บนสวรรค์ พระองค์ก็ได้ขึ้นไปเทศน์โปรดเป็นเวลา ๙๐ วัน หรือ ๓ เดือน
นี่ พระองค์ทำเป็นตัวอย่าง ฉะนั้นท่านจึงสอนไว้ในมงคลสูตรว่า “มาตาปิตุ อุปฏูฐานํ เอตมฺมง์คลมุตฺตมํ” การบำรุงมารดาบิดาให้ถูกต้อง สนองตอบแทนบุญคุณเป็นมงคลสูงสุด คือเป็นสิ่งนำไปสู่ความสุขความเจริญนอกจากนั้นลูกศิษย์ก็บำรุงครูบาอาจารย์ อุปัชฌาย์อาจารย์ บำรุงช่วยเหลือตอบแทนพระคุณ ระลึกถึงบุญคุณของท่าน ฉะนั้น ท่านเจ้าคุณราชฯ เจ้าอาวาส พร้อมทั้งครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อใหญ่ ก็เป็นลูกเป็นหลานเป็นเหลนที่ดี ระลึกถึงพระคุณของท่าน ได้มารวมกันอยู่ ณ ที่นี้ แม้ญาติโยมก็เหมือนกัน ทุกๆท่านทุกๆชีวิตที่มา เป็นลูกเป็นหลานเป็นเหลนก็มา ในวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อใหญ่ท่าน เวียนมาครบในวันที่ ๑๖ นี้ ท่านเจ้าคุณราชฯ เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพงองค์ปัจจุบัน ทั้งทายกทายิกาวัดหนองป่าพง ได้จัดให้มีพิธีปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการระลึกถึงผู้มีพระคุณ ผู้ซึ่งมีความสำคัญในชีวิตของเราท่านหนึ่งต่อจากพ่อแม่ของเรา
ทีนี้...ที่เรามาปฏิบัติธรรม มันต้องรู้เรื่องว่า ปฏิบัติคือทำอย่างไร ปฏิบัติคือทำให้มันถูกเรื่อง ถูกหลัก ถูกวิธี แต่หากว่ามาเพียงเพื่อกินแต่อาหาร กินขนมปัง อาหารคาวหวาน กินแล้วก็หอบกลับไปน่ะ นั่นไม่ได้มาปฏิบัติธรรมหรอ แค่มากินอาหาร มากินบุญ มาดูบุญ คนอื่นเขาน่าอนุโมทนา เขาเสียสละกำลังทรัพย์กำลังสิ่งของ มีความพยายามขนบรรทุกรถมาแจก แต่ลูกศิษย์พราหมณ์ชูชกนี่มีมากจริงๆ ทั้งกิน ทั้งยืนทั้งเดิน ทั้งพูดทั้งคุย ทั้งหิ้วเอาแบกเอาของกิน จนอาจพูดได้ว่าท่านเจ้าคุณราชฯ ท่านจัดพิธี เรียกว่า วันปล่อยเปรต เปรตกับผู้อดอยาก คือว่า ยังเป็น เปรตดิบ เปรตดิบบางทีไม่กินเฉยๆ กลับลักขโมย หยิบฉวยเอาสิ่งของของผู้มาร่วมงาน
พวกเปรตนี่ ขออภัยไม่ได้ดูถูกนะ เป-ตะ แปลว่า ผู้ที่อดอยาก ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเปรตนี่รู้จักแต่อาหารทางกาย รู้จักแต่เรื่องทางกาย ไม่ได้สนใจปฏิบัติธรรม ไม่สนใจการทำวัตรสวดมนต์ ไม่ได้สนใจการเดินจงกรม ไม่ได้สนใจการนั่งสมาธิ อย่างนี้แล้วรู้สึกว่ายังไม่พ้นภาวะที่ต่ำ ส่วนญาติโยมทั้งหลายที่นั่งที่นี่ หรืออยู่ในบริเวณวัด หรือทางเจดีย์โน่น เป็นผู้ที่เป็นมนุษย์ไม่ใช่คน ถ้าเป็นคน มันกวนมันวน กวนป่นกวนแจ่ว กวนแต่อาหาร กวนแย่งกินแต่ขนมอยู่นั่น นี่เป็นคน แต่ถ้าเป็นมนุษย์นี่ รู้จักกินพอประมาณ คนเราเกิดมาไม่ใช่มีแต่อาหารกาย อาหารกายกินมากมันก็หนักมันก็แน่นท้อง ท้องอืดไม่สบาย แต่อาหารทางจิต อย่างเรามานั่งสมาธินี่ ยิ่งกินยิ่งเบา ยิ่งมีความสงบร่มเย็น อย่างเรามานั่งสมาธินี่ มาทำบุญด้วยมาทำกุศลด้วย เรามานั่งพิจารณาบทสวดมนต์ ก็นั่งพิจารณาไปให้เกิดความเข้าใจ เกิดความฉลาดขึ้นมา แม้ที่อาตมาพูดอยู่นี่ ถ้าเป็นคนชอบฟัง ได้พิจารณาตั้งใจฟังย่อมเป็นมงคล นำความสุขความเจริญมาให้
นี่เป็นส่วนที่อาตมาให้ข้อคิดแก่ญาติโยมทั้งหลาย อยากจะขอถามหน่อยหนึ่งว่า ญาติโยมเคยเห็นคนพิการไหม หูหนวกตาบอด บ้าใบ้เสียจริต เคยเห็นใช่ไหม หลวงพ่อชาท่านสอนว่า คนฉลาดได้ยินได้ฟัง ได้เห็นอะไรก็คิดพิจารณาเอามาเปรียบเทียบกับชีวิตตน เอ๊ะ...เราทำไมไม่เป็นเหมือนเขา เห็นคนหูหนวกตาบอดบ้าใบ้เสียจริต เอ๊ะ...เราทำไมไม่เป็นล่ะ? โอ...แสดงว่าเรามีบุญ เรามีทุนมากกว่า แล้วคนพิการพวกนั้นล่ะ เราไม่ควรดูถูกเขาควรสงสารเขา ที่เขาไม่เหมือนเรา เขาอยากเป็นไหม ถ้าเขาตอบได้ เขาคงตอบว่าเขาไม่อยากเป็น แล้วพ่อแม่ของเขาล่ะ ไม่อยากได้ลูกดีๆอย่างเราเหรอ ทำไมต้องได้ลูกอย่างนั้น อันนี้ก็เพราะบุญเขาน้อย ทำบกพร่องไว้อย่างนั้นสมัยอาตมาเปิดสำนักเรียนครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๐๐ อยู่ที่ม่วงสามสิบ มีลูกศิษย์อาตมาเล่าให้ฟัง โอ...บาปกรรมเห็นผลทันตาจริงๆ มีพ่อหนุ่มสามคนไปแกล้งคนใบ้ คนพิการซึ่งมีอายุมากกว่า เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน เวลาที่พวกเขาเห็นคนใบ้คนปากกืกมือหงิกๆงอๆเดินมา ก็จะไปกลั่นแกล้ง ไปเยาะเย้ย บางครั้งก็ไปผลักศีรษะ หรือกำดินทรายหว่านใส่ เมื่อนายใบ้คนนั้นไปวัด แทนที่จะได้รับความสบายใจ เจอสามเกลอนี้เมื่อใด แกต้องเกิดความทุกข์ ทุกข์ทางกายและลำบากใจ เพราะสามเกลอที่ถือตนว่าเป็นคนดีไม่พิกลพิการจะมากลั่นแกล้ง มาเยาะเย้ยและล้อเลียนร้องเบ๊ะๆบ๊ะๆ พอเห็นแกกำกำปั้น ก็ตรงเข้าไปผลัก ร้องว่า “มึงจะสู้กูรึ ไอ้กืก?” นี่...เป็นการหาความสนุกบนความทุกข์ของคนอื่น! นายใบ้ถูกกลั่นแกล้งหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งถูกพวกนี้ผลักจนล้มลง แกร้องไห้ค่อยๆเดินเข้าไปในโบสถ์ โบสถ์นี้ไม่มีฝาแอ้มไม่มีอะไรกั้น สามเกลอก็มอเห็นนายใบ้อยู่ในโบสถ์ “เอ?...เจ้าใบ้มันเข้าไปทำอะไร?” เจ้าคนที่เป็นหัวหน้าหัวโจกบอกว่า “อย่าไปหัวซามัน!” (อย่าไปสนใจมัน!) ทั้งสามคนเดินเข้าไปดูใกล้ๆเห็นนายใบ้ประนมมือนั่งต่อหน้าพระประธาน น้ำตามันไหล สะอึกสะอื้นทั้งๆที่มันพูดไม่ได้... “ช่างหัวมันเถอะคนบ้าๆบอๆก็ยังงี้แหละ!” ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขาคงจะหวั่นใจอยู่เหมือนกัน
ต่อมานายใบ้ตาย ส่วนสามเกลินั้น คนหัวโจกไปแต่งงานได้เมีย ต่อมามีลูก ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย เหมือนนายใบ้คนนั้น พิการแบบเดียวกัน พูดไม่ได้ ลูกคนที่สองก็พิการแบบเดียวกันอีก คนเป็นพ่อร้องไห้เหมือนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ นึกถึงบาปบุญคุณโทษที่ได้ทำไว้กับเจ้าใบ้ โอย...การกลั่นแกล้งคนพิการนี่ เห็นผลทันตาจริงๆ! เจ้าใบ้มันตายไปแล้ว เรากลับได้ลูกชายพิการแทนเจ้าใบ้
มันคงเป็นคำสาปแช่งของเจ้าใบ้ อาตมาคิดอย่างนั้น! ตอนเข้าไปนั่งประนมมือต่อหน้าพระประธานในโบสถ์ มันพูดไม่ได้ แต่อาจนึกในใจว่า “โอย...ข้าเกิดมากชาตินี้ ปากก็พูดไม่ได้ หูก็ไม่ค่อยได้ยิน มือก็หงิกๆงอๆพวกมันยังมากลั่นแกล้งข้าอีก... พูดจาเยาะเย้ยถากถาง กำดินหว่านใส่ ผลักไสให้ล้ม...สาธุ! ขอให้มันได้ลูกอย่างข้าบ้างเถอะ!” อาตมาคิดว่าคงเป็นอย่างนั้นนะ เจ้าคนที่รังแกเจ้าใบ้ จึงได้ลูกพิการแบบเดียวกันถึงสองคน พระลูกศิษย์ที่เล่าให้อาตมาฟัง บอกว่าเป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของท่าน นี่...เป็นตัวอย่างของการทำไม่ดีเห็นผลทันตา จึงขอฝากญาติโยมทั้งหลายไว้พิจารณา เห็นคนพิกลพิการ เห็นคนแก่คนชรางกๆเงิ่นๆ เห็นคนด้อยโอกาสกว่าเรา อย่าไปล้อเลียนล้อเล่น เป็นบาปกรรม ให้มีจิตเมตตาสงสารพวกเขาเถอะ เพราะพวกเขาไม่สมบูรณ์ ไม่โชคดีเหมือนพวกเรา ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง อย่างเช่นที่พวกเรามาที่นี่ บางคนขี่รถมอเตอร์ไซด์ หรือนั่งรถเก๋งรถกะบะมา เห็นลุงแก่ๆปั่นรถจักรยานมาตามข้างทาง เราไปจอดรถถามว่า “ลุงๆ...ไม่อยากได้รถมอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์เหมือนฉันเหรอ?” ลุงคงบอกว่า... “อยากได้เหมือนกันนายเอ๊ย...แต่บ่มีเงินจะซื้อ มีแค่จักรยานให้ปั่น โซ่หลุดๆอยู่นี่แหละ!” นี่แสดงว่า คนที่มีรถจักรยานไม่ใช่เขาไม่อยากมีรถมอเตอร์ไซด์ รถเก๋งรถปิ๊กอัพ แต่เขาไม่มีเงินซื้อ เช่นกันกับคนพิกลพิการทั้งหลาย ไม่ใช่เขาไม่ต้องการเป็นคนสมบูรณ์ปกติเหมือนพวกเรา แต่บุญของเขามีแค่นั้น ถ้าเราไปกลั่นแกล้งซ้ำเติม จะเห็นผลทันตาเหมือนเรื่องที่ได้เล่าให้ฟังแล้ว แต่ถ้าเราเมตตาสงสารไปสงเคราะห์พวกเขา จะเป็นบุญเป็นกุศล ส่งผลให้มีความสุขความเจริญ
ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย หลวงพ่อชาให้ข้อคิดว่ารถยนต์มันต้องมีห้ามล้อ และต้องเติมน้ำมันจึงจะวิ่งได้ถ้ารถไม่มีน้ำมัน รถยี่ห้อไหมมันก็ต้องจอด น้ำมันต้องเติม ห้ามล้อต้องมี ถ้ารถคันไหนที่บริษัทโฆษณาว่า เป็นรถสวยที่สุดในโลก วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก แต่ไม่มีห้ามล้อ มาเชิญให้ญาติโยมไปนั่งฟรี โยมจะกล้านั่งไหม? อาตมาไม่เอาด้วยหรอก! กลัวจะไม่ได้มาเดินอยู่บนดินอีก แต่จะถูกทับถมอยู่ใต้ดิน ฉะนั้นรถยนต์ไม่ว่าจะดีแค่ไหน สวยเพียงใด ที่สำคัญต้องมีห้ามล้อและต้องมีน้ำมัน น้ำมันหมดต้องมีน้ำมันให้เติม
นึกถึงเมื่อครั้งที่อาตมาไปอยู่วัดป่าวิเวกเป็นปีที่สอง ราวปี พ.ศ. ๒๕๑๔ หรือ ๒๕๑๕ นี่แหละ อาตมาเดินบิณฑบาตไปกลับราว ๕ กิโลเมตร คือ ระยะทางจากวัดไปในตลาดราว ๒ กิโลเมตร เดินวนในตลาดราว ๑กิโลเมตร รวมแล้ว ๕ กิโลเมตร ในสมัยนั้นที่อำเภอม่วงสามสิบไม่มีปั้มน้ำมัน มีแต่ถึงหลอดหรือปั้มหลอด ที่เขาสูบน้ำมันขึ้นมาขาย ทีนี้มีโยมคนหนึ่ง ชื่อนายสา แกมีรถกะบะเก่าๆ ตัวถังเป็นไม้ วันใดที่แกอยากได้บุญ แกก็มา “อาจารย์...ผมจะไปส่ง” “เออ...วันนี้เป็นบุญเท้าของอาตมา!” แต่ถ้าวันไหนแกไม่คิดอยากได้บุญ แกก็จะจอดรถเฉยอยู่ วันหนึ่ง อาตมาได้ข้อคิดจากแก... “อาจารย์ นิมนต์ขึ้นรถผมจะไปส่ง” “เออ...ดีๆ สา!” พอรถไปถึงตรงห้วยที่จะข้ามไปวัด ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นสะพานคอนกรีต แต่ก่อนเป็นสะพานไม้ รถวิ่งไปถึง จอดกึก ! ไปต่อไม่ได้ เสียงนายสา “โอย...อาจารย์ ผมลืมเติมน้ำมัน นิมนต์ท่านเดินเอาเถอะ ผมจะไปซื้อน้ำมัน” นายสาได้ถังแกลลอนอันหนึ่งเดินย้อนกลับไปซื้อน้ำมัน ระยะทางกิโลเมตรกว่าๆ นี่รถยนต์น้ำมันหมดต้องจอด น้ำมันรถนั้นเติมภายนอก แต่น้ำมันคนคืออะไร คือ บุญกุศล นึกถึงตอนเป็นเด็ก เคยถามไถ่กันว่า “เป็นยังไงยายคนนั้นโซ” เขาไม่ได้ว่ายายคนนั้นป่วย เขาว่าโซ “หมดบุญแล้ว” หมดบุญเป็นยังไง คือ ตายนั่นเอง
ฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลาย เราอาศัยบุญมาเกิด คือความดี อาศัยบุญหล่อเลี้ยง เปลือกบุญ คือ การให้ทานกระพี้บุญ คือ การรักษากาย วาจา เป็นศีล อย่าไปรักษาศีล หลวงพ่อชาท่านบอก ใครไปรักษาศีลไม่ใช่คนดีเด้อ... เป็นคนไม่รู้จักศีลนั่น ศีลจะต้องไปรักษาทำไม? ศีลไม่ใช่วัวไม่ใช่ควาย หลวงพ่อท่านเทศน์สอนญาติโยม เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๒ อาตมานั่งฟังอยู่ด้วย ปกติธรรมดาญาติโยมมาวัด หลวงพ่อชาไม่ค่อยได้ถามคำถามเท่าไหร่หรอก วันนั้น ท่านต้องการจะให้ธรรมะแก่ญาติโยม “โยม...วันพระที่แล้วไปไหนมา ไม่เห็นมานี่?” โยมพากันตอบว่า “ข้าน้อยไปรักษาศีลวัดสุปัฏฯ...” โยมอีกคนบอกว่าไปรักษาศีลวัดไชยฯ “คนโน้นล่ะ?” “ข้าน้อยไปรักษาศีลวัดป่าน้อย” หลวงพ่อชาบอก “บ๊ะ...คือเว้าอวดเก่งแท้ เพิ่นว่าไปรักษาศีล... ไปรักษาเฮ็ดหยังศีล? ศีลบ่แม่วัว บ่แม่นควาย รักษาเจ้าของพู้นเป็นหยัง...” หลวงพ่อท่านว่า ศีลมันดีอยู่แล้ว ไปรักษาทำไม รักษาตัวเองซี รักษากาย วาจาให้มันถูกต้อง มันก็เป็นศีลเท่านั้นแหละ พระรูปใดที่พูดว่า ได้ให้ศีลโยมแล้ว พระรูปนั้นก็ไม่รู้จักศีล โยมคนใดที่ไปพูดว่าได้ไปรับศีลจากพระ โยมคนนั้นก็ไม่รู้จักศีล ไม่รู้จักพระหรอก ศีลไม่ใช่เรื่องจะไปรักษา
ทีนี้เรามารับจากพระทำไม เปรียบเหมือน คนไม่รู้จักความหวานก็มาขอว่า มะยัง ภันเต ... ปัญจะ ศีลานิยาจามะ ข้าน้อยขอความหวาน ๕ อย่าง พร้อมทั้งพระรัตนตรัย พระก็พาว่า เอ๊า...ข้อที่ ๑ ข้าพเจ้าจะกินน้ำตาล... ข้าพเจ้าจะกินน้ำตาล มันหวานแล้วยัง? หลวงพ่อชาว่า แค่นี้มันเป็นน้ำตาลไหม? ไม่เป็น มันเป็นเพียงชื่อน้ำตาลข้อที่ ๒ ข้าพเจ้าจะกินน้ำผึ้ง...ข้าพเจ้าจะกินน้ำผึ้ง แค่นี้ มันหวานบ่? นี่เป็นเพียงการมาพูดเฉยๆ ว่าจะทำ เดี๋ยวนี้ถึงกับมีคนมาหลอกพระ หลวงพ่อชาว่า มีการตั๋วพระด้วย (ตั๋ว = โกหก หลอกลวง) บาป! ตั๋วพระว่ารับแล้วว่าจะไปปฏิบัติ พอถึงรั้ววัดก็ทิ้งไว้ ดังนั้น “เปรตศีล จั่งเลาะล่ายๆ บ่ทนเฮ็ดบุญแจกข้าวหา...” หลวงพ่อชาบอก ไม่เอากลับบ้าน กลับแต่ตัว เคยทำอย่างไร เคยพูดยังไง เคยตั๋ว (โกหก) เคยบ่น ก็ยังทำตัวอยู่เหมือนเดิม ไม่เอาศีลกลับไปด้วยหรอก มาหลอกกัน “เปรตศีลมาเลาะล่ายๆอยู่ฮั้ววัด งานบุญข้าวสาก ข้าวประดับดิน จึงรีบทำบุญให้มัน...” นี่หลวงพ่อชาท่านให้ข้อคิด
ฉะนั้น เรื่องฟังธรรมก็เหมือนกัน ไม่ใช่ธรรมเพียงคำพูด นี่เป็นเพียงชื่อธรรม ธรรมะที่แท้ต้องเกิดขึ้นที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ศีลที่แท้ก็เหมือนกัน ให้ระวังกาย ระวังวาจาของเราให้มันถูกต้อง จึงจะเป็นศีลขึ้นมา นี่..เป็นส่วนที่อาตมายืมคำสอนของหลวงพ่อชามาบอกญาติโยม
อีกครั้งหนึ่ง ศาลาหลังนี้แต่ครั้งก่อน ยังเป็นศาลาเก่าหลังเล็ก ก็ได้ข้อคิดอีก มีแม่ออกผู้หนึ่ง เพิ่นคอนหม้อกระดูกผัวมากับก่องข้าว มานั่งตรงนี้แหละ ที่ศาลาหลังเก่า หลวงพ่อชาถามว่า... “แม่นหยังนั่น?” “กระดูกพ่อบักน่อย” “เอามาหยั่งล่ะ? กระดูกคนตายเอามาหยัง...ไปเทให้งัวเป็นหยังกิน! เห็นบ่...เมื่อก่อนนั้นเต้นกระหยอกระแหย บ่จักมันจักเมา เต้นไปเต้นมา เต้นเข้าหม้อกั้บวะหนึ่ง...” อาตมานั่งฟัง ผัวแกเป็นคนเมา หลวงพ่อชาบอก เต้นกระหยอกระแหย อวดดีเต้นไปเต้นมา เต้นเข้าหม้อกั้บ! ที่ท่านถาม “เอามาหยัง? เอาไปเทให้งัวกินที่ฮั้ววัดพู้น...” หลวงพ่อท่านกะจะสอนคนที่ยังอยู่ ให้ข้อคิดแก่คนที่ยังอยู่ว่า... กระดูกอย่างนี้เอามาทำไม ต้องเอากระดูกที่มันติงได้ (ติง = กระดุกกระดิกได้) เข้ามามันจึงจะสอนธรรมะ สอนศีลธรรมกันรู้เรื่อง กระดูกเข้าหม้อ นี่ต้องเทให้วัวกินเท่านั้นแหละ! แม่ออกนั่นก็ได้แต่วางหม้อลงฟังหลวงพ่อ สุดท้ายก็เอาหม้อกระดูกนั้นไปฝังไว้รอบๆรั้ววัดนั่นเอง เมื่อก่อนผู้เฒ่าผู้แก่เขาบอกสอนลูกหลาน “มึงจื่อไว้ดีๆ กูบอกกูสอนมึงอย่าเฮ็ดชั่วเฮ็ดผิด ให่มึงจือจนฮอดมื่อมึงกระดูกเข้าหม้อพู้น...” คือสอนไม่ให้ทำชั่วทำผิด ให้จำไว้จนวันตาย จนถึงวันกระดูกเข้าหม้อนั่นแหละ! เมื่อก่อนมีแต่หม้อดินใส่กระดูก เดี๋ยวนี้เขาเอาใส่โกศอย่างดี
นี่เป็นข้อที่หลวงพ่อท่านให้ข้อคิด เหมือนที่ท่านบอกว่าอย่าไปรักษาศีล ให้รักษาตัวเอง ที่เราพูดกันก็เพื่อที่จะทำศีลให้เกิดขึ้นที่กาย ที่วาจา เพื่อให้ทำสิ่งถูกต้อง ทำสิ่งที่ดีงาม ซึ่งต้องสร้างขึ้นเอง อย่าไปมัวอาศัยคนอื่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมาไปกับหลวงพ่อชา ได้รับนิมนต์ไปฉันในตลาดตัวเมืองอุบลฯ พอผ่านตลาดสด ไปเจอป้าย “กรุณารักษาความสะอาด” หลวงพ่อท่านมองดูป้าย อาตมาก็ดู สักครู่ ท่านก็เหลียวมาดูอาตมา ถามว่า “เขาเขียนถูกไหม?” อาตมาตอบว่า “ก็ถูกนี่ครับ หลวงพ่อ” หลวงพ่อพูดกลับว่า “เป็นพระนักปฏิบัติ เป็นพระกรรมฐานมันต้องละเอียด พิจารณาให้ดี จะไปรักษาทำไมความสะอาด มันดีอยู่แล้ว มารักษาความสกปรกจะไม่ดีกว่าหรือ?” เออ...ท่านพูดน่าคิดนะ ที่มันสะอาดนั่นเพราะมันสกปรกน้อยเฉยๆหรอก ทำให้ได้ข้อคิดจากท่าน ความสะอาดมันดีอยู่แล้วไปรักษาทำไม? รักษาความสกปรกน่ะ...ก็จริง สบู่หรือผงซักฟอกไม่ใช่ผงสะอาด แต่ใช้กำจัดสิ่งสกปรกใช่ไหมล่ะ! แม้แต่ธรรมะก็ดับความร้อน
ก่อนจะหยุด อยากจะฝากคำพูดโบราณเก่าๆ สมัยก่อนให้โยมได้คิด อาตมาประพันธ์เป็นคำกลอนไว้ว่า
ของเก่ามีคุณค่า ควรรักษาให้คงที่
ของใหม่สิ่งใดดี ควรประยุกต์เข้าด้วยกัน
เมื่อรวมของเก่าใหม่ เข้ากันได้ยิ่งสำคัญ
โลกจะเย็นเป็นสุขสันติ์ ข้อสำคัญอยู่ที่คน
ของเก่าของใหม่ ไปเอาของใหม่หมดมันก็ไม่ดี มีบางคนก็ไปติ อาตมาจะเล่าเรื่องจริงให้ฟังเรื่องหนึ่งต้องขออภัยไว้ก่อนเป็นเรื่องจริงหลายสิบปีมาแล้ว มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง แกเรียนจบ ม.๖ จบแล้วก็อยู่บ้านไม่มีงานทำ ก็อยู่บ้านทำนา ต่อมาผู้ใหญ่บ้านคนเก่าที่แก่ชรามากแล้วได้ลาออก เขาก็เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านใหม่ ก็ได้พ่อคนนี้ที่จบม.๖ มีครอบครัวแล้วเป็นคนมีหัวพัฒนา พอได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน แกก็ตีเกราะเรียกประชุมลูกบ้าน “น้องทั้งหลาย ที่อยู่ในวัยที่กำลังเจริญ ในวัยกำลังพัฒนา เราต้องมีการสร้างสรรค์ ประกอบอาชีพทำการงาน มาช่วยกันรักษาเคหสถานบ้านช่อง การนุ่งห่มมันต้องเรียบร้อยทันสมัย ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เราอยู่ในวัยที่เจริญ วัยสร้างสรรค์ จะมางอมืองอเท้าไม่ได้ สิมาเฮ็ดเฉี่อยชาคือผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ได้ดอก คนเฉื่อยชาคนบ่ทันสมัย” ผู้เฒ่าที่นั่งฟังอยู่เขาก็เคียด(โกรธ) ... “เบิ่งตี้ มันเป็นผู้ใหญ่บ้านมื่อเดียว มันเว้าข่มเฮาเลย มันว่าอย่าไปหัวซา(สนใจ)ผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อผู้เฒ่าผู้แก่มันเฉื่อยชา บ่ทันสมัย มันเป็นอย่างไรหนอคนบ่ทันสมัย? คอยแก้เผ็ดมันก่อนน้า...”
ครั้นต่อมา มีงานบุญที่วัด เป็นงานฉลองศาลา ตามธรรมดาต้องมีการปลูกผามปลูกปะรำ เขาต้องไปจักตอกกัน ผู้ใหญ่บ้านตีเกราะเรียกไปรวมกัน พวกผู้เฒ่าผู้แก่ก็บอกกันว่า “อย่าไปซ่อยหัวมันเด้อ เฮามันคนล้าสมัยให้แต่คนทันสมัยเขาเฮ็ด หมู่เฮาไปเลาะเบิ่งซือๆ” มีเสียงเรียก “พ่อใหญ่มาเฮ็ดซ่อยกันแนเป็นหยัง..” พ่อใหญ่ต่อ “เฮ็ดโลด” “มันเป็นหยังนอ?...ผู้เฒ่าปีนี่บ่คือเก่า ไปเลาะเบิ่งซือๆ บ่ซ่อยลูกหลานบ๊อ?” “เฮ็ดโลด” เพิ่นว่า ที่นี้มันไม่แค่นั้นนะซี งานฉลองศาลาต้องมีการนิมนต์เจ้าคณะอำเภอ ต้องเชิญนายอำเภอไปเปิดป้าย ผู้ใหญ่บ้านกับสารวัตร เพิ่นแค่ปลูกปะรำกะเมื่อยพอแฮงแล้ว ไหนจะต้องแล่นไปนิมนต์เจ้าคณะอำเภอ เอ้า...นายอำเภอมาแล้ววิ่งไปต้อนรับ...โฮ้ย!...กว่างานสิแล้ว วิ่งกันเกือบฮากเลือด ผู้เฒ่าสิบกว่าคนบ่ซ่อยเลย... แปลกประหลาด เป็นหยังน้อ? ต้องมีอันหยังบกพร่อง? เสร็จงานแล้วต้องประชุม ผู้ใหญ่บ้านตีเกราะเรียกประชุมลูกบ้าน เชิญพ่อใหญ่แม่ใหญ่มาประชุมด้วย “...ปีนี่ผมเมื่อยหลาย เกือบฮากเลือด บ่ได้รับความร่วมมือจากผู้เฒ่าผู้แก่เล้ย... บาดนี่มีหยังบกพร่อง ผมกะพร้อมสิรับทราบ…?” ผู้ใหญ่บ้าน “เจ้าจำได้บ่? มื่อเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้านมื่อแรก เจ้าว่าจังได๋! เจ้าว่าอย่าหัวซาผู้เฒ่า คนเฉื่อยชา คนบ่ทันสมัย เฮาต้องพัฒนา...เว้าจังซี้ มันดูถูกกันนี่ ข้อยอยากถามเจ้าเบิ่ง คนทันสมัยเป็นจังได๋ พ่อแม่พากินข้าวทางปาก คนทันสมัยกินข้าวทางได๋? พ่อแม่ข้อยพาหายใจทางดัง คนทันสมัยหายใจทางได๋? เกิบ(รองเท้า) พ่อแม่ข้อยพาใส่ทางตีน คนทันสมัยมันใส่ทางได๋? หมวก...พ่อแม่ข้อยพาสุบ(สวม)หัว คนทันสมัยมันใส่ทางได๋หน่อ?” เท่านั้นแหละผู้ใหญ่บ้านยกมือไหว้ท่วมหัยเลย “ขออภัยพ่อใหญ่เอ๊ย...”
นี่...เป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำ จะคิดจะทำต้องพิจารณาก่อนซิ ไปเหยียบย่ำคนเฒ่าคนแก่ ว่าเป็นคนล่าเหลื่อย บ่ทันสมัย อย่าไปหัวซา พูดยังงั้น เลยถูกผู้เฒ่าผู้แก่ย้อนเอา ถามว่าคนทันสมัยมันทำยังไง? ผู้ใหญ่บ้านต้องยกมือไหว้ขออภัย บอกว่าที่พูดไปนั้นต้องการปลุกกำลังใจให้พวกวัยรุ่น ถูกผู้เฒ่าผู้แก่ย้อนว่า “แม่นแล้ว ปลุกใจวัยรุ่น แต่มันเหยียบหัวผู้เฒ่า!” ผู้ใหญ่บ้านต้องยอมบอก “ผมสิแก้ไข!”
เรื่องนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า เป็นผู้ใหญ่เป็นผู้นำ จะพูดอะไรจะทำอะไรมันต้องพิจารณา อย่าไปเอาตามความคิดตัวเองฝ่ายเดียว พูดตามความคิดมันผิดอย่างนี้แหละ ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นได้บทเรียนจากผู้เฒ่าผู้แก่ ต่อไปจะต้องระมัดระวังเรื่องการพูดการจา พวกเราที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็เหมือนกัน จะพูดจะจาต้องเป็นตัวอย่างให้เด็ก ทำเป็นตัวอย่าง เราเองไม่เคยไหว้พระ แล้วไปบอกลูกให้ไหว้พระ ลูกจะเชื่อเหรอ ครั้งหนึ่งอาตมาเดินไปเยี่ยมบ้านหนึ่ง แม่เพิ่นคุมเด็กน้อยอายุ ๓ – ๔ ขวบมาไหว้ บอกลูก “ไหว้พระลูก...ไหว้พระ…” “บ่!” เด็กเอามือไขว้หลังไว้ “ไหว้พระ บักหล่าไหว้พระ...” “บ่ แต่เจ้ายังบ่ไหว้...” นั่นไง ลูกบอกว่า ทีแม่ยังไม่ไหว้เลย นี่ เพราะผู้ใหญ่ไม่ทำเป็นตัวอย่าง พ่อไม่เคยไหว้พระก่อนนอนจะไปบอกให้ลูกต้องไหว้พระก่อนนอนได้ยังไง จะถูกลูกย้อนเอาว่า ทีพ่อยังไม่ทำ รึพ่อกินเหล้าประจำ จะไปสอนลูกให้รู้ถึงโทษของเหล้าได้ไง!
ก่อนจะจบ อยากจะฝากคาถาสำคัญของหลวงพ่อชา เพื่อเป็นการให้ข้อคิดและนำไปภาวนา ตั้งแต่ปี๒๕๑๒ อาตมาคิดปรึกษากับเพื่อนๆบรรพชิตด้วยกันว่า คาถาหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ คงจะมีอยู่ คาถาหลวงปู่โตก็มี คาถาหลวงปู่ทวดก็มี คาถาหลวงพ่อชาของเราก็น่าจะมีเหมือนกันนา... ใครล่ะที่กล้าไปถาม? โอ๊ย...บ่เอา...บ่ได้... หลวงพ่อท่านจะดุเอา ท่านไม่ให้งมอยู่กับเรื่องคาถาอาคม ท่านให้งมอยู่กับเรื่องการปฏิบัติ พูดถึงเรื่องพระเกศพระเครื่องรางของขลัง หลวงพ่อชาท่านไม่ให้เกี่ยวข้อง ท่านบอกว่า...เป็นพระเป็นเณรมันต้องไปไกลกว่านั้น จะมางมอยู่กับเรื่องนี้ไม่ได้...
ต่อมาปี ๒๕๑๖ หลวงพ่อชากลับมาจากเมืองลาวได้พระมา ๕ องค์ เป็นพระเครื่องรางของขลัง ท่านเอาไว้ในย่าม มีเสี่ยในเมืองอุบลฯมากราบท่านแล้วนั่งอยู่ด้วย พอดีมีโยมคนหนึ่งทำงานรถไฟ มาเยี่ยมวัดครั้งแรกมากราบหลวงพ่อชาแล้วก็จะกลับ บอกหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ...ผมจะกลับกรุงเทพฯ จะไม่ทันรถไฟ อยากจะได้ของดี...” เสียงหลวงพ่อ “ของดีก็อยู่ที่ตัวนั่นแหละ ถ้าตัวดี พูดดี ทำดี คิดดี นั่นแหละ! ไม่ใช่อยากจะได้ของดีคุ้มครอง อยากจะได้พระ มีอยู่แล้ว” ท่านล้วงออกมาจากย่าม ๕ องค์ เป็นชุดเหมือนยาชุด เป็นพระเลี่ยง พระหลบพระหลีก พระรอด พระแล่น เสียงอาเสี่ยที่นั่งอยู่ด้วยพูดขึ้นอย่างเสียดาย “โอ๊ย...เราไม่รู้จักขอหลวงพ่อ” ส่วนคนที่ได้พระจากหลวงพ่อไปอยู่กรุงเทพฯ วันหนึ่งได้มากราบหลวงพ่อ เล่าให้หลวงพ่อฟังว่า พระที่หลวงพ่อให้ดีเหลือเกิน ผมทำตามที่หลวงพ่อบอก มีวันหนึ่ง ตอนกลางคืน ผมออกไปเดิน มีพวกวัยรุ่นมาก่อกวนมารุมล้อมจะทำร้าย นึกถึงหลวงพ่อที่ให้ใช้คาถา พระเลี่ยง พระหลบ พระหลีก พระรอด พระแล่น ผมจึงวิ่ง เขายิงปืนตามหลังปัง! ยิงไม่ถูกผมเลย...
มีคนมาถามหลวงพ่อใหญ่ว่า พระเกศ (ที่เอาตะกั่วห่อเส้นผมท่านน่ะ) ถามว่า...”หลวงพ่อ พระนี่ดียังไง?” หลวงพ่อบอกว่า “โอ...ดีหลายอย่าง บ่เปลืองข้าว บ่เถียงเฮา เอาไว้ไสกะอยู่ ฮะละเอาไปฮั่น! เพิ่นว่า ไหว้พระสาก่อนสินอน อย่านอนโลด” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ที่อาตมาสงสัยเรื่องพระคาถานั้น มีอยู่คืนหนึ่งฝันเห็นหลวงปู่กินรี “เจ้าอยากได้คาถาบ้อ...” อาตมาตอบ “โดยขะน่อย...” ท่านเลยบอกว่า “จะ มะ ยัสสะ ยะ มะ ตัน ตัง” นี่... เป็นคาถาสร้างพลังใจ ให้มีคุณธรรม ก่อนนอนก็ให้ภาวนา ต่อมาหลังออกพรรษาปี ๒๕๑๒ ทหารมานิมนต์หลวงพ่อใหญ่ไปในค่ายทหาร นิมนต์ ๙ รูป อยู่บนอาคารชั้น ๒ เมื่อฉันเสร็จหลวงพ่อบอกพระ ๗ รูปลงไปรออยู่ชั้นล่างมีอาตมาอยู่กับหลวงพ่อ พวกนายทหารล้อมเข้ามาเกือบสิบคน พูดว่า “หลวงพ่อครับ...พวกผมจะไปสับเปลี่ยนรุ่นที่นาแกแล้ว อยากจะได้ของดีจากหลวงพ่อไปคุ้มครอง” อาตมานึกถึง พระเกศที่ตอนนั้นหลวงพ่อทำขึ้น โดยอาตมาเอาตะกั่วมาห่อหุ้มเส้นผมของท่าน เอามีดตีๆให้เป็นก้อนๆ...ได้ยินเสียงหลวงพ่อ “โฮ้ย... มีกะบ่พอ เอาคาถาอาตมาซะ จดเอา ตั้งใจฟังนะ พุทโธ ภะคะวา อะระหัง อะ ภาวนาก่อนนอนเท่าอายุ จะเดินทางให้ภาวนา ๗ครั้ง ๙ ครั้ง ๕ ครั้งก็ได้ จะเข้าหาผู้ใหญ่จะทำมาค้าขาย ดีหลายอย่าง จะเข้าไปติดต่อกับผู้ใหญ่ ภาวนา ๓ ครั้ง หรือทำน้ำมนต์ ได้คาถาเหมือนได้อาตมาไปด้วย จะทำน้ำมนต์ก็เอาขันตักน้ำขึ้นมา ท่องคาถานี่ ๗ ครั้ง ๙ ครั้งก็เป่าลงไป…” นี่...อาตมาได้รับฟังมาโดยบังเอิญก็ว่าได้ ทีนี้พวกนายทหารเขาก็จดเอาไป จากนั้นจำได้ว่า อาตมาได้บอกให้หลานที่เป็นตำรวจคนหนึ่งนำไปภาวนา ปรากฏว่าได้ผล การเข้าหาผู้ใหญ่ได้รับเมตตา มีนักเรียนนักศึกษาคนหนึ่งเขาได้นำคาถาหลวงพ่อใหญ่ไปภาวนา ได้ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ เอาไปใช้ก็ได้ผลอยู่นะ
พุทโธ ภควา เป็นของดี เราภาวนา พุทโธ... พุทโธ... อยู่นี่ พุทโธ...ความผ่องใส พุทโธ...ความสว่างไสวพุทโธ...ความเย็นกายเย็นใจ อาตมาสอนเด็กว่า “ภาวนา พุทโธ นะหนูนะ พุทโธ...ปัญญาดี พุทโธ...ผีกลัว พุทโธ... มีเสน่ห์ พุทโธ...เรียนหนังสือเก่ง ให้ภาวนา พุทโธ...พุทโธ นะ” นี่...สอนเด็กๆอย่างนี้
ต่อมา หลวงพ่อชาพาอาตมาไปกราบหลวงปู่ฟั่นที่สกลนคร ท่านบอก “ภาวนาก็ภาวนา ไม่มากหรอกภาวนาพุทโธนี่ พุทโธ ความผ่องใส พุทโธความแจ่มใส พุทโธความสว่างไสว พุทโธความเย็นกายเย็นใจ เพื่อป้องกันจิตใจของเรา ถ้าจิตใจของเรามันบ่ทุกข์ มันก็หยุดทุกข์ เพราะจิตใจมันทุกข์มันจึงทุกข์” นี่อาตมาภาวนาก่อนจะไป ความจริงความทุกข์มันเกิดขึ้นทางจิต ถ้าจิตไม่ทุกข์มันก็จะไม่ทุกข์ ส่วนร่างกายเป็นส่วนประกอบเพราะได้ยินหลวงปู่ฝั้นบอก “ใจมันทุกข์มันจึงทุกข์ ถ้าใจไม่ทุกข์มันไม่ทุกข์หรอก การภาวนา พุทโธ ให้รู้เรื่องว่าอะไรเข้ามาหาใจ แล้วก็ไล่มันออกไป” หลวงพ่อชาบอกว่า วิธีปฏิบัติธรรมภาวนาพุทโธ ทำเหมือนคนเฝ้ายามรักษาประตู พอกิเลสตัณหามันเข้ามา ก็รู้ว่ามันเข้ามาแล้ว มันจะทำลายเรา มันทำให้เราเสีย ต้องไม่ให้มันเข้ามา ไล่มันไป แต่ถ้ามันแอบเข้าไปได้ ก็ต้องขับมันออก ไล่มันออกไป เท่านี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นพุทโธแล้ว เมื่ออยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังการกระทำและคำพูดของเราให้ดี อยู่กับคนอื่นต้องระวังกาย ระวังวาจา เป็นการภาวนาเหมือนกันแหละ เวลาที่เขาว่า สัมมา อรหัง หรือ รู้หนอๆ ก็เหมือนกัน พอมันเข้ามาจับจิตปั้บไล่มันออกไปเลย พอนั่งสมาธิได้ยินเสียงเพลง เสียงเพลงนี้ไพเราะดีเราเคยร้อง ไปยินดีกับมัน เสียงเพลงหลอกเราต้องไล่มันหนี! ความเพราะนี่... ทิ้ง หลวงพ่อชาบอกภาวนาทิ้งทันที ทิ้งแล้วมันจะเบา เอาแล้วมันจะหนัก เมื่อได้ยินเสียงอะไร หรือเห็นใครทำไม่ถูกใจ ก็ทิ้งไป ไม่ถูกใจอย่าเก็บไว้ เท่านี้ก็สบาย คิดถึงเพื่อนเก่าก็ทิ้ง ภาวนาทิ้งก่อน เป็นเหตุให้เรามีความสงบ หลวงพ่อชาบอกคนคิดแต่จะเอา เหมือนคนจะเดินไปหน้าวัดนี่ เห็นก้อนหิน ก้อนดิน กิ่งไม้แห้ง เก็บเอาหมด มันจะมีที่ใส่ไหม? มันต้องภาวนาทิ้ง ทิ้งอารมณ์ ทิ้งความรู้สึกที่มันจะมากวนใจ
ครั้งหนึ่งที่วัดป่าพง สมัยนั้นหลวงพ่อชาท่านไม่ให้รถเข้า บอกพ่อจวง... “จวง เจ้ารักษาวัดเด้อ...บ่ให้ไผเอารถเข้ามา ให้ย่าง(เดิน)เข้ามา มันสิกวน” วันนั้นมีนายทหาร ผู้การจากกรมแต่งตัวชุดธรรมดามากับภรรยาคุณนายถาม “ลุงเอารถเข้าไปไม่ได้เหรอ?” “บ่ได้! หลวงพ่อบ่ให้เข้า” “ขอเข้าหน่อยไม่ได้เหรอ...ขอเข้าไปคันเดียวไม่ได้เหรอ?” “บ่ได้! ฮ่วย! กะยังว่าบ่ได้...มีตีนกะย่าง(เดิน)เข้าไปตี๊” พอได้เข้าไปกราบหลวงพ่อชา ถวายของเสร็จ เล่าให้ท่านฟังว่า “แหม...ยามของหลวงพ่อแน่เหลือเกิน ขอเอารถเข้ามาไม่ให้เข้าเลย ให้เดินเอา จะมาเอาสิทธิพิเศษคนเดียวไม่ได้” นี่แหละพ่อจวง ยามเฝ้าวัดป่าพง เขามาจากภูดินแดง เขาให้เข้าได้เฉพาะคนที่เคยเข้า เข้าไปทำประโยชน์ ถ้าจะเอารถเข้ามารบกวนความสงบ ไม่ให้เข้า!
การระวังความคิด ระวังอารมณ์มันจะเข้ามากวน ระวังคำพูด ระวังการกระทำ เป็นการปฏิบัติธรรม การภาวนา พุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ภควา ผู้จำแนกแจกธรรม แจกของที่ดีๆ อรหัง ผู้เข้าทำลายกิเลส ผู้ฆ่าสนิมใจ ผู้ขับไล่สนิมใจ ทำลายทำร้ายข้าศึกที่จะมาเป็นสนิมใจ ตามที่หลวงพ่อชาท่านให้เป็นคาถาไว้
ท้ายที่สุดนี้ ขอญาติโยมทุกคนจงเป็นผู้มีความสะอาด สว่างไสว ทั้งกำลังกาย กำลังใจ บำเพ็ญภาวนาไปเรื่อยๆเถอะ เป็นมนุษย์ต้องกินอาหารสองชั้น คือ อาหารกาย ยาทางกาย เป็นที่พึ่งทางกาย อาหารใจ ที่พึ่งทางใจ ยาทางใจ ต้องมีทั้งสองอย่าง เพื่อความสุขความเจริญ
ให้พากันตั้งจิตถวายกุศลแด่หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อชาแล้วก็แผ่เมตตาให้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องลูกหลานเหลนหล่อน ญาติมิตรทั้งหลาย โดยเฉพาะตั้งจิตถวายพระราชกุศลแก่สมเด็จบพิตรพระราชสมภารเจ้าสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ คณะรัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน หมู่มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายทุกหมู่เหล่า ต้องแผ่ส่วนบุญให้พวกผีตายโหงตายห่า ที่ตายโดยปัจจุบันทันด่วนที่ไม่ได้ตายตามธรรมดาโลกด้วย เขาเคยไปขอส่วนบุญจากอาตมา ไปขอส่วนบุญโดยตรงเลย โดยไปเข้าฝัน บอกว่า ผีตายโหงตายห่าแผ่ไปให้บ้างซี ไม่ยังงั้นจะไม่ได้รับ
ขอให้พากันเจริญใจธรรมทุกคน ทุกรูปทุกนาม...เทอญ