ประวัติ
ประวัติหลวงพ่อพระครูโพธิวนานุรักษ์
ข้อความแปลงอัตโนมัติจาก PDF ต้นฉบับ (๑๑ หน้า) — อยู่ระหว่างตรวจทาน หากพบคำผิดโปรดเทียบกับ PDF ต้นฉบับ
ประวัติหลวงพ่อพระครูโพธิวนานุรักษ์
พระครูโพธิวนานุรักษ์ (วรรณจิตต์ ชิตมาโร) มีนามเดิมว่า วรรณจิตต์ แสงผา เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๓ ตรงกับวันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีชวด ที่บ้านหนองฮี ต.หนองฮีอ.ปลาปาก จ.นครพนม บิดาชื่อ นายกุมภี แสงผา มารดาชื่อ นางพวงพันธ์ แสงผา มีพี่น้อง ๗ คนเสียชีวิตแต่ยังเล็ก ๑ คน ซึ่งหลวงพ่อเป็นบุตรชายคนโต ปัจจุบัน มีชีวิตเหลืออยู่ ๖ คน (เป็นชาย ๔ คนหญิง ๒ คน )
ชีวิตในวัยเด็ก
บิดาและมารดาของหลวงพ่อประกอบอาชีพทำนาเลี้ยงลูกทั้ง ๖ คน ในวัยเด็กหลวงพ่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนชุมชนหนองฮี หลังจบการศึกษาหลวงพ่อได้ช่วยบิดามารดาทำนา เลี้ยงควาย และรับจ้างขุดดิน รับจ้างขุดสระน้ำ เพื่อหารายได้ ค่าจ้างแรงงานขุดดินตกราคาตารางหลาละ ๒๕ บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาสูงมากในสมัยนั้น เมื่อมีโอกาสว่า งจากการงานก็เที่ยวเล่นตามประสาเด็กหนุ่มทั่วไป โดยมีเพื่อนเล่นที่คุ้นเคยกัน คือ นายสุนทร มูลเมือง ซึ่งมีอายุน้อยกว่าหลวงพ่ออยู่๑ ปี (ปัจจุบันคือ พระครูภาวนาชัยมงคล เจ้าอาวาสวัดป่าชัยมงคล จังหวัดระนอง)
มูลเหตุการออกบวช
นายวรรณจิตต์เป็นคนใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ถึงแม้จะเรียนจบเพียงชั้นประถม ๔ ก็ตามวันหนึ่งหลังจากเลิกจากการทำนา ขณะกำลังนำควายกลับบ้านได้เดินสวนทางกับนายสุนทร ซึ่งจะไปนำควายกลับบ้านเหมือนกัน นายสุนทรได้ถามขึ้นว่า “จะไปบวชด้วยกันไหม?” นายวรรณจิตต์จึงตอบว่า “บวชก็บวชซิ” ในใจขณะนั้นคิดเพียงว่าจะได้ศึกษาหาความรู้และได้ประพฤติปฏิบัติในเรื่องที่ตนเองไม่เคยได้พบผ่านมาก่อน
เมื่อกลับถึงบ้านจึงแจ้งความประสงค์ให้บิดามารดาทราบ บิดามารดาจึงนำไปฝากที่วัดดำรงเมธยาราม พร้อมกับนายสุนทร ในเย็นวันนั้นและได้บวชเป็นสังกะรี(ปะขาว) อยู่ ๗ วัน เพื่อท่องขานนาคและฝึกหัดระเบียบปฏิบัติต่างๆ
หลวงพ่อเคยปรารภให้ลูกศิษย์ฟังว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดที่อยากจะบวชเหมือนกันโดยเป็นความคิดแบบตลกๆ ว่า “เห็นพวกทิดรุ่นพี่ที่สึกออกมาแล้ว คุยสาวเก่งขึ้นกว่าเก่า ก็เลยอยากจะบวชเพื่อจะได้คุยสาวเก่งเหมือนอย่างทิดพวกนั้นบ้าง”
แต่เวลาต่อมา ท่านได้เปลี่ยนความคิดขึ้นใหม่ว่า “อยากจะบวชเพื่อหนีจากบ้าน(เรือน) สัก ๒ – ๓ ปี คงจะดีเหมือนกัน”
บรรพชา
เมื่อถึงวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ โยมบิดามารดาได้นำนายวรรณจิตต์ และนายสุนทรเดินทางไปบวชเณรที่วัดคณิศรธรรมิการาม ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม โดยมีพระครูพนมคณานุการ เจ้าคณะอำเภอปลาปากในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชเป็นสามเณรแล้วทั้ง ๒ รูปก็เดินทางกลับมาพักที่วัดป่าเมธาวิเวกเพื่อปฏิบัติธรรม (วัดป่าเมธาวิเวกนี้ เป็นวัดที่หลวงปู่กินรี จันทิโย เป็นผู้สร้าง และหลวงปู่กินรีเป็นอาจารย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง) ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่กินรีได้ไปพักที่วัดอื่นแล้ว เหลือแต่พระใหม่ที่บวชได้ไม่นานอยู่ด้วยกันรวม ๕ รูป
จากบ้านหนองฮีสู่บ้านม่วง
ในขณะที่พักอยู่วัดป่าเมธาวิเวกนั้น สามเณรวรรณจิตต์มีความมุมานะและใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ แต่ระยะนั้น ภายในวัดยังไม่มีท่านผู้ใดที่จะคอยแนะนำ อบรมให้รู้จักระเบียบข้อปฏิบัติที่ถูกต้องดีงาม ที่ผู้บวชจะพึงปฏิบัติ เพื่อความเจริญ เนื่องจากมีเฉพาะพระบวชใหม่และสามเณร เพียง ๕รูปเท่านั้น ประกอบกับส่วนลึกในใจของสามเณรยังต้องการศึกษาทางด้านนักธรรมและการปฏิบัติธรรมเพิ่มสูงขึ้นอยู่เสมอ จึงคิดอยากจะไปศึกษาหาความรู้จากต่างถิ่นดูบ้าง เพื่อจะได้รับโอกาสที่ดีต่อไป
ในเดือนมิถุนายน ปีนั้น (๒๕๒๑) สามเณรวรรณจิตต์ , สามเณรสุนทรและคณะ ได้เดินทางมายังอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษานักธรรมและการปฏิบัติธรรมที่วัดป่าวิเวก(ธรรมชาน์) จากการแนะนำของสามเณรสุจิต ซึ่งได้เคยศึกษาและปฏิบัติอยู่ที่นี่มาก่อนแล้ว โดยมีพ่อใหญ่ยศ เป็นผู้นำมาฝากกับหลวงพ่อพระมงคลกิตติธาดา(พระอาจารย์มหาอมร ในขณะนั้น) แต่ในวันนั้นหลวงพ่อพระมหาอมรไม่อยู่ เดินทางไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ เนื่องจากอาพาธเป็นนิ่วในกรวยไต
คณะที่ มาด้ว ยกัน ครั้ง นั้ นมี ๕ รู ป มี พระปรีชา สามเณรวรรณจิต ต์ สามเณรสุนทรสามเณรประกิต อีกรูปหนึ่งจำไม่ได้ ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียง ๒ รูป คือ พระครูโพธิวนานุรักษ์และพระครูภาวนาชัยมงคลเท่านั้น
อุปสมบท
เมื่อสามเณรวรรณจิตต์ได้อยู่ศึกษาและปฏิบัติรับใช้ครูบาอาจารย์ โดยมี หลวงพ่อพระมงคลกิตติธาดา(พระอาจารย์มหาอมร ในขณะนั้น) เป็นเจ้าอาวาส จนพอสมควร มีอายุครบเกณฑ์ที่จะอุปสมบทได้แล้ว หลวงพ่อพระมหาอมร จึงได้นำไปทำการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดม่วงสามสิ บ อ.ม่วงสามสิบ พร้อมกับสามเณรลัย กุพันธ์ (ปัจจุบันคือ พระครูภาวนานุกิจ เจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรม จังหวัดลำพูน) ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ ได้รับการอุปสมบทเสร็จสิ้นในเวลา ๑๑.๐๐ น. โดยมี
พระครูสุจิตธรรมาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์
พระมหาอมร เขมจิตฺโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระดารา สปฺปญฺโญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
โดยได้ฉายาว่า “ชิตมาโร” ซึ่งแปลว่า “ผู้ชนะมาร(กิเลส)”
การศึกษาปริยัติและปฏิบัติ
หลั ง จากได้ รั บ การอุ ป สมบทแล้ ว พระวรรณจิ ต ต์ มุ มานะตั้ ง ใจศึ ก ษาเล่า เรี ย นทั้ งทางด้านปริยัติและด้านการปฏิบัติ โดยมีหลวงพ่อพระมหาอมร เขมจิตฺโต เป็นครูบาอาจารย์ ให้การอบรมสั่งสอน ซึ่งหลวงพ่อพระมหาอมร ได้เมตตาอบรมสั่งสอน ขัดเกลา ให้รู้จักสำรวมระวังการกระทำคำที่พูด รวมทั้งความนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ ให้มีสติอยู่เสมอ ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ใฝ่หาความรู้ในการเรียนหนังสืออย่างจริงจัง ประกอบกับได้อยู่ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งในด้านปริยัติและด้านการปฏิบัติ คือหลวงพ่อพระมหาอมรฯ จึงทำให้ท่านตั้งใจศึกษานักธรรมพร้อมทั้งปฏิบัติภาวนาควบคู่กันไป จนสามารถสอบนักธรรมชั้นต่างๆได้ตามลำดับดังนี้
- ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ สอบได้นักธรรมชั้นตรี ในขณะเป็นสามเณร
- ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ สอบได้นักธรรมชั้นโท
- ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ สอบได้นักธรรมชั้นเอก
ความเป็นมาของวัดป่าโพธิศรี
นับย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นต้นมา ชาวบ้านหนองขุ่น ต.ยางโยภาพ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ได้มีความเคารพผูกพัน ให้ความเคารพนับถือต่อ หลวงปู่ ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง โดยเริ่มจากหลวงพ่อพระมหาอมร เขมจิตฺโต ได้ไปฝากถวายตัวเป็นลูกศิษย์อยู่ปฏิบัติที่วั ดหนองป่าพง ญาติโยมทางหนองขุ่นมีศรัทธาได้หาโอกาสไปฟังธรรมและรักษาศีลเจริญภาวนา ที่วัดหนองป่าพงอยู่เนืองๆ
ปีพ.ศ.๒๕๑๒ ชาวหนองขุ่นมีความเคารพเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรม มีความประสงค์อยากจะให้หลวงพ่อชามาโปรด เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ประชาชนในหมู่ บ้าน จึงได้ไปกราบนิมนต์หลวงปู่ชาพร้อมทั้งพระสงฆ์ สามเณรมาโปรด ซึ่งท่านก็เมตตามาเยี่ยม โดยจัดให้มีการทำวัตร – สวดมนต์ เจริญภาวนา และฟังธรรมในตอนกลางคืน ตอนเช้าหลวงปู่ ท่าน ได้พาพระสงฆ์สามเณรออกบิณฑบาตรรอบหมู่บ้าน แล้วมีการถวายภัตตาหารที่วัดหนองขุ่น ทำพิธีสวดมาติกา บังสุกุล อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษบูรพาจารย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดทั้งผู้ที่ตายไปแล้วและผู้ที่มีชีวิตอยู่ให้มีความสุขกายสบายใจต่อไป
เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๑๙ ร.ต.ต.มติ แสงชาติ ได้ไปกราบนิมนต์ หลวงปู่พระโพธิญาณเถร (ชา) มาเป็นประธานในงานฌาปนกิจศพของคุณพ่อแสน แสงชาติ เมื่อบังสุกุลให้พรและประชุมเพลิงเสร็จแล้ว หลวงปู่ชาได้ชี้มือไปทางทิศตะวันออก พูดว่า “บริเวณนี้น่าจะสงวนไว้เป็นที่พักพระเณร ผู้ปฏิบัติเห็นจะเหมาะดี” ทุกคนได้ยินหลวงปู่พูด ฟังแล้วก็เฉยๆ อยู่เพราะไม่คิดว่าจะเป็นไปได้
จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๕๒๔ ประชาชนในหมู่บ้าน เกิดความรู้สึกไม่ค่อยสบายทั้งใจและกาย มีความขัดข้องหลายประการ ขาดความสงบสุข จึงได้มีชาวบ้านบางส่วนคิดหาที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ พอมีหลักให้ลูกหลานได้ยึดถือเป็นคติ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข จึงได้พากันไปปรึกษาท่านพระครูศรีปัญญาคุณ (หลวงพ่อพระมหาอมร) เจ้า อาวาสวัดป่าวิเวก(ธรรมชาน์) อำเภอม่วงสามสิบในขณะนั้น แจ้งความประสงค์ให้ ท่านทราบ และได้ปรารภถึงคำพูดที่หลวงปู่ ชาได้บอกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๒๔ ได้มีประชาชนในหมู่บ้านประมาณ ๖๐ คน พากันไปปรับปรุงแผ้วถางหญ้า และพุ่มไม้ในบริเวณป่าช้า เพื่อจัดเป็นที่พักพระสงฆ์ที่เดินธุดงค์ผ่านไปมาโดยเริ่มการปรับปรุง แผ้วถางบริเวณข้างหนองเป็ด (หนองกลางดง) เป็นจุดเริ่มต้น โดยทุกคนตั้งใจมีความหวั ง ว่า หากเป็ น ไปได้ อาจจะเกิ ด เป็ น สํา นั ก ปฏิ บั ติ ธ รรมขึ้ น ในถิ่ น นี้ ก็ จะเป็ น ประโยชน์ แ ก่ประชาชนผู้สนใจใฝ่การประพฤติปฏิบัติอยู่มากทีเดียว
วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๔ ได้มีพระภิกษุฝ่ายอรัญวาสี จำนวน ๓๓ รูป ซึ่งมีหลวงพ่อพระครูศรีปัญญาคุณ (พระมหาอมร) เป็นประธาน เดินทางไปกิจนิมนต์ที่บ้านลืออำนาจ (ปัจจุบันคืออำเภอลืออำนาจ) จ.อำนาจเจริญ ขากลับท่านมาแวะเยี่ยมเขตป่าช้าที่กำลังมีการปรับปรุงอยู่ ญาติโยมได้ถวายน้ำ ปานะด้วยความปีติยินดี เมื่อได้เวลาพอสมควรท่านจึง เดินทางกลับวัดป่า วิเวก(ธรรมชาน์ ) อำเภอม่วงสามสิบ
วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๒๔ ชาวบ้านหนองขุ่นได้ชักชวนกันทำบุญรวมญาติสามัคคี เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่บรรพบุรุษ – บูรพาจารย์ และหมู่มนุษย์ที่เคยเอาศพมาเผา มาฝังในบริเวณป่าช้านี้ ได้ไปกราบนิมนต์พระสงฆ์สามเณรจากวัดป่าวิเวก(ธรรมชาน์) วัดโนนสีมา วัดหนองหลักและวัดยางน้อยตำบลเหล่าบก มารับฉันภัตตาหารและรับจตุปัจจัยไทยธรรม เป็นการทำบุญพิเศษในเขตป่าช้าแห่งนี้เป็นครั้งแรก
ในระยะนี้ พอดีมีครูบาอาจารย์ จากวัดหนองป่าพง เดินธุดงค์ผ่านมาได้เข้าพักอาศัยเพื่อให้กำลังใจแก่ญาติโยม มีการอบรมสมาธิ บำเพ็ญภาวนา ตอนเย็นจะมีชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่พากันออกมาทำวัตรสวดมนต์ นั่ งสมาธิ รับฟังโอวาท แผ่เมตตาแด่สรรพสัตว์ทั้งหลายแทบทุกคืน โดยยึดถือเอาคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่ ง น้อมเอาบารมีธรรมของหลวงปู่ชาเป็นหลักยึดเหนี่ยว ในที่สุดญาติโยมอิ่มใจ, มีศรัทธาเลื่อมใส ประสงค์อยากจะสร้างศาลาโรงธรรมไว้ในบริเวณนี้ เพื่อเป็นที่พักปฏิบัติธรรมต่อไป แต่เป็นระยะที่หลวงปู่ ชา เดินทางไปรักษาอาพาธอยู่ทางกรุงเทพฯ ไปพักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสำโรงการแพทย์ของคุณหมอสุเทพ - คุณหมอประภา วงศ์แพทย์ เมื่อญาติโยมบ้านหนองขุ่นได้ตกลงจะสร้างศาลาโรงธรรม จึงได้นำเรื่องไปปรึกษาหลวงพ่อพระครูศรีปัญญาคุณ(พระมหาอมร) เพื่อกราบนิมนต์ท่านมาเป็นประธาน
ดังนั้นในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๔ หลวงพ่อ พระครูศ รีปัญญาคุณ จึ งได้โทรศัพ ท์กราบเรียนให้หลวงปู่ชาทราบ ซึ่งท่านก็มีบัญชาให้ หลวงพ่อพระครูฯ มาดูแลในการปลูกสร้างศาลาดังกล่าว ด้วยความเมตตาและห่วงใย
สำนักสงฆ์ป่าโพธิศรีแห่งนี้ จึงได้รับขึ้นเป็นสาขาหนองป่าพงที่ ๕๑ อันถือได้ว่าเป็นสาขาสุดท้ายที่หลวงปู่ชา ได้สั่งด้วยวาจาให้จัดสร้างขึ้น สำหรับ สาขาอื่นๆต่อมานั้น เป็นสาขาที่ลูกศิษย์ของท่านจัดสร้างขึ้นเอง และได้ขอขึ้นทะเบียนบัญชีสาขาเป็นลำดับต่อมาในภายหลังตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
วั น ที่ ๒๓ ตุ ลาคม ๒๕๒๔ พระสงฆ์ สามเณรมี ห ลวงพ่ อ พระครู ศ รี ปั ญ ญาคุ ณเป็นประธาน พร้อมญาติโยมชาวบ้านหนองขุ่น ได้ร่วมกันทำพิธียกเสาเอก เพื่อดำเนินการสร้างศาลาโรงธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก จากนั้น ญาติโยมได้ถวายภัตตาหาร ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ซึ่งถือเป็นวันกำเนิดการก่อสร้างสำนักสงฆ์แห่งนี้
จากป่าวิเวกสู่ป่าโพธิศรี
พระวรรณจิตต์ได้ อยู่ศึกษาและประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดป่าวิเวกตั้งแต่เป็นสามเณรจนกระทั่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านหมั่นฝึกอบรมสติ มีความตั้งใจสำรวมระมัดระวัง เข้มงวดในการฝึกฝนตนเอง ปฏิบัติขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ โดยเดินตามแบบอย่างพุทธสาวกขององค์สมเด็จพระสัม มาสัม พุท ธเจ้า พาดำ เนินและยึดถือคำ สั่ง สอนแนวปฏิบัติป ฏิป ทาของท่า นบูรพาจารย์และครูบาอาจารย์ที่ท่านได้อยู่ศึกษาด้วย มีหลวงปู่พระโพธิญาณเถร(ชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพงและหลวงพ่อพระครูศรีปัญญาคุณ วัดป่าวิเวก เป็นต้น
ต่อมาในเดือนพฤษภาคมปีพ.ศ.๒๕๒๕ เมื่อพระวรรณจิตต์มีอายุพรรษาพอสมควรที่จะดูแลพึ่งพาตนเองได้ แล้ว หลวงพ่อพระครูศรีปัญญาคุณ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ จึงได้ส่งท่านไปพักอยู่ที่สำ นั ก สงฆ์ ป่า โพธิ ศ รี อั น เป็ น สาขาใหม่ โดยท่า นได้ อ ยู่ จํา พรรษาเป็ นพรรษาแรก ซึ่ ง มี พ ระภิ ก ษุ -สามเณรอยู่จำพรรษาด้วยกัน ๖ รูปดังนี้ คือ
๑. พระวรรณจิตต์ ชิตมาโร (หลวงพ่อพระครูโพธิวนานุรักษ์)
๒. พระสุนทร ทนฺตจิตฺโต (หลวงพ่อพระครูภาวนาชัยมงคล)
๓. สามเณรดอน
๔. สามเณรศรีอุบล ภาคบุตร
๕. สามเณรสามารถ
๖. สามเณรวินัย ศุภเสถียร
ท่า นได้ อ ยู่ จํา พรรษา เป็ น ประธานสงฆ์ ใ นสํา นั ก นี้ มาโดยตลอด จนกระทั่ ง ได้ รั บตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสตามระยะเวลาต่อมาดังนี้
ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ คณะทายกทายิกาได้มอบหมายให้นายทองดี คุณชาติ ขออนุญาตสร้างวัดตั้งแต่ปีที่แล้วนั้น ก็ได้รับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดได้ เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๘ และได้ ดํา เนิ น การขอตั้ ง ชื่ อ วั ด อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ซึ่ ง ได้ รั บ ประกาศตั้ ง เป็ น วั ด มี นามว่า “วั ด ป่า โพธิ ศ รี ” เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๒๘
ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๒๘ ท่านพระครูสุจิตธรรมาจารย์เจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบท่านพระครูศรีปัญญาคุณ รองเจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบ และท่านพระครูสุคนธเขมคุณ เจ้าคณะตำบลยางโยภาพ ได้รับนิมนต์มาร่วมในงานพร้อมกับได้มอบคำสั่งแต่งตั้งให้ พระอาจารย์วรรณจิตต์ ชิตมาโรเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าโพธิศรี
ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ท่านได้รับตราตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิศรีจากเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกตั้งแต่วันนั้น เป็นต้นมา
พระอธิการวรรณจิตต์ได้เป็นผู้นำในการก่อสร้างเสนาสนะต่างๆในวั ดป่าโพธิศรี อาทิเช่น โบสถ์, ศาลา, กุฏิที่พักพระสงฆ์ ตลอดจนถึงห้องน้ำและเสนาสนะอื่นๆดังปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวันนี้
มารผจญ
มีท่านผู้รู้เคยกล่าวสอนเป็นคติธรรมไว้ว่า “อุปสรรคไม่มีบารมีไม่เกิด ชีวิตจะประเสริฐต้องผจญมารขัดขวาง แล้วผ่านไปพบความดีมีคุณค่าในที่สุ ด” น่าจะยึดถือเป็นคติธรรมสอนใจทุกคนได้เป็นอย่างดี เพราะมีความเป็นจริงอยู่มากในชีวิตของบุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จสูงสุดหลายๆท่าน เป็นชีวิตที่ประเสริฐมีคุณค่าต่อ ตัวเองและสังคม หลวงพ่อพระครูโพธิวนานุรักษ์ สมัย เป็นพระหนุ่มบวชใหม่ ก็มีความคิดอยากจะลาสิกขาออกไปใช้ชีวิตอย่างชาวบ้านอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่ท่านได้สั่งสมบุญบารมีมาทางด้านบวชเป็นทุนเดิมมีมากอยู่ ทำให้ท่านรู้สึกเสียดายธรรมะ และข้อวัตรปฏิบัติ ของหลวงปู่ชาและของครูบาอาจารย์ ที่ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติมา ทำให้คิดขึ้นว่า หากลาสิกขาออกไปแล้วจะสามารถรักษาธรรมไว้ได้หรือ? จะมีศีล ๕ เป็นปกติได้หรือไม่? เมื่อภาวนาเดินจงกรมก็คิดพิจารณาทบทวนไปมาอยู่อย่างนี้ สรุปลงในใจได้ว่าหากลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสแล้ว คงไม่สามารถรักษาศีล ๕ ได้บริบูรณ์และรักษาธรรมะให้บริสุทธิ์ได้ จึงตั้งใจทำความเพียรเดินจงกรมนั่งสมาธิ ใช้ปัญญาหาวิธีต่อสู้กับความคิดปรุงแต่งต่างๆ อยู่ไม่ลดละ พลันทำให้นึกถึงพุทธโอวาทตอนหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า
ความอดทน เป็นตบะอย่างยิ่ง
ความอดทน เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์
ความอดทน เป็นกำลังของผู้บำเพ็ญบารมี
เลยตกลงใจว่าจะอดทนอยู่ เพื่อรักษาธรรม รักษาข้อวัตรปฏิบัติ ต่างๆ ที่บรรดาท่านบูรพาจารย์ทั้งหลายพาดำเนินมามี หลวงปู่มั่น ,หลวงปู่ชา และหลวงพ่อพระอาจารย์มหาอมร เป็นอาทิ
ในระหว่างที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าโพธิศรี อยู่นั้น ท่านต้องพบอุปสรรคและมีมารผจญอยู่เหมือนกัน คือ ท่านถูกกล่าวหาในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเป็นเรื่องผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องราวใหญ่โตหลายครั้งหลายครา เมื่อต้องผจญกับเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาเช่นนั้น ท่านจึงใช้ขันติธรรมและอุเบกขาธรรมเป็นที่ตั้ง เมื่อครูบาอาจารย์ทราบเรื่องและเรียกสอบถาม ท่านก็อธิบายเหตุผล ชี้แจงความจริงให้ทราบ หลวงพ่อปรารภให้ฟังว่า “คำพูดนั้นเป็นคำพูดของคนอื่นพูด เขาพูดไม่ถูก มันก็ผิดเอง เรารู้ตัวเราเองดีอยู่ว่าทำอะไร จึงไม่รู้สึกหวั่นไหว”
เดินทางสู่แดนพุทธภูมิแสวงบุญที่อินเดีย
หลวงพ่อพระครูโ พธิวนานุรัก ษ์ ได้ มีโอกาสเดินทางสู่แดนพุท ธภูมิ เพื่อนมั ส การสังเวชนียสถานทั้ง ๔ และแสวงบุญที่อินเดียหลายครั้ง ตามลำดับดังนี้
ครั้งแรก ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ มีพ ระอาจารย์อนันต์ อกิญจโน (พระครูป ลัดอนันต์ ) เป็น
หัวหน้าคณะ
ครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ มีหลวงพ่อพระครูภัทรธรรมสิริ เป็นหัวหน้าคณะ
ครั้งที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีหลวงพ่อพระมงคลกิตติธาดา เป็นหัวหน้าคณะ
ครั้งที่ ๔ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีหลวงพ่อพระครูภัทรธรรมสิริ เป็นหัวหน้าคณะ
ในการเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดีย ๓ ครั้งหลังนี้ ได้รับการอุปถัมภ์อุปฐาก จากคุณประสพ – คุณเกศนี จิรวัฒนวงศ์พร้อมครอบครัวและญาติพี่น้อง
การบำเพ็ญภาวนา
หลวงพ่อมีโอกาสในการเดินธุดงค์แม้จะไม่มากนัก โดยท่านได้ไปธุดงค์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ที่ภูลังกา มีครูบาอาจารย์ชวนไปภาวนา ประมาณ ๑ เดือน ประกอบด้วยพระเณร ๕-๖ รูป ท่านอาศัยเครื่องอยู่ในการประพฤติปฏิบัติภาวนาโดยการ ทำงานไปภาวนาไปด้วย ทำงานอย่างมีสติ ระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ
หลวงพ่อเคยปรารภให้ลูกศิษย์ฟังว่า “ไม่ได้สงสัยในการภาวนา โดยความเห็นส่วนตัวการภาวนาไม่ว่าจะไปภาวนาอยู่ที่ไหนก็ทำ ได้ และไม่อ ยากวุ่นวาย ลำบาก อาศัยการทำงานไปด้ว ยภาวนาไปด้วย มีสติกำกับอยู่ ทุกอิริยาบถ”
จากป่าโพธิศรีย้อนคืนถิ่นสู่ป่าโพธิธรรม
กล่าวถึงวัดป่าวิเวก(ธรรมชาน์) เป็นวัดป่าสายกรรมฐานแห่งแรก สาขาวัดหนองป่าพงในเขตอำเภอม่วงสามสิบ มีหลวงปู่พระโพธิญาณเถร(ชา สุภัทโท) เป็นพระบูรพาจารย์ และหลวงพ่อพระมงคลกิต ติธาดา(พระมหาอมร เขมจิตฺโต) เป็นเจ้า อาวาสองค์ป ฐม ท่า นนำ พัฒนาก่อสร้า งวางหลักฐานความเจริญมั่นคงของพระพุทธศาสนาทั้งด้านศาสนสถาน ศาสนวัตถุ และศาสนบุคคล ครบบริบูรณ์ทั้ง ๓ องค์ประกอบ โดยเฉพาะการอบรมสั่งสอนด้านจิตใจด้วยเมตตาธรรม ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สานุศิษย์และสาธุชนชาวอำเภอม่วงสามสิบ ตลอดทั้งสาธุชนจากทุกสารทิศว่า มีความอิ่มใจ สงบสุข ร่มเย็น เมื่อได้ฟังโอวาทคำสอน ข้อคิดข้อธรรมจากท่าน จนสามารถจะกล่าวได้ว่า “ท่านเป็นร่มโพธิไทร ร่มโพธิธรรม เป็นประทีปธรรมนำทางสุขแก่เหล่าสานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ นับตั้งแต่วันที่๔ มิถุนายน ๒๕๑๓ เป็นต้นมา จวบจนปัจจุบัน เป็นเวลา ๔๐ ปีเศษอย่างเต็มใจ มิสงสัย และวัดป่าวิเวกย่อมเปรียบเสมือนเป็นดินแดนถิ่นป่าโพธิธรรม” โดยแท้
เมื่ อ หลวงพ่ อ เจ้า คุ ณ พระมงคลกิ ต ติ ธาดา ได้ ละสั ง ขารในวั น ที่ ๒๓ พฤศจิ กายน๒๕๕๓ ณ ตึกพระโพธิญาณเถร ชั้น ๓ ห้องCCU โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เวลา ๑๑.๓๖ น. นับเป็นการสูญเสียร่มโพธิร่มธรรมใหญ่อีกครั้งของเหล่าศิษยานุศิษย์
หลวงพ่อพระครูโพธิวนานุรักษ์ ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการดำเนินงาน เพื่อบำเพ็ญกุศลทำบุญ ๗ วัน, ๕๐ วัน และทำบุญ ๑๐๐ วัน จนผ่านไปโดยเรียบร้อย ถือได้ว่าท่านได้เสียสละอุทิศกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา ในการจัดงานทำบุญและจัดเตรียมงานสถานที่พระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อเจ้าคุณพระมงคลกิตติธาดา นับเป็นการถวายบูชาพระคุณของพระพุทธศาสนาและพระคุณของผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน อย่างน่ายกย่องนับถือเป็นอย่างยิ่ง
ในโอกาสวันบำเพ็ญกุศลทำบุญครบรอบ ๑๐๐ วัน เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๔ คณะสงฆ์สาขาวัดหนองป่าพง จากสาขาต่างๆ จำนวนประมาณ ๑๐๐ รูปเศษ โดยมีหลวงพ่อเจ้าคุณพระราชภาวนาวิกรม วัดหนองป่าพง เป็นประธาน ได้ประชุมปรึกษาหารือและมีมติในที่ประชุมให้พระครูโพธิวนานุรักษ์ รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อจากหลวงพ่อเจ้าคุณพระมงคลกิตติธาดา นับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่สองของวัดป่าวิเวก
ในวั น ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔ ท่า นเจ้า คุ ณ พระราชธี ราจารย์ เจ้า คณะจั ง หวั ดอุบลราชธานี ได้ลงนามคำสั่งในใบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวก ให้แก่ พระครูโพธิวนานุรักษ์ และทำพิธีมอบใบตราตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ นับว่าเป็นสิริมงคลแก่หลวงพ่อและเป็นที่ปลื้มปีติยินดีของสานุศิษย์ทั่วไป ที่ท่านเคยเป็นลูกศิษย์เ ก่าแก่ดั้งเดิมของหลวงพ่อพระมงคลกิตติธาดานับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๒๑ เป็นต้นมา แล้วจากไปสู่วัดป่าโพธิศรีในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๕ จึงย้อนคืนกลับมาสู่วัดป่าวิเวกถิ่นเก่าอีกครั้ง นับครบรอบเป็นเวลา ๓๓ ปีพอดี จนพอจะกล่าวเป็นวลีสั้นๆได้ว่า
“จากป่าวิเวกสู่ป่าโพธิศรีย้อนคืนถิ่นสู่ป่าโพธิธรรม”
เพื่อถวายความเคารพแด่หลวงพ่อพระครูโพธิวนานุรักษ์ ให้อยู่เป็นร่มโพธิธรรม เป็นที่ยึ ด เหนี่ ย วทางจิ ต ใจของสานุ ศิ ษ ย์ ทั้ ง หลาย เหมาะสมคล้ อ งจองดี แ ล้ ว กั บ สมณศั ก ดิ์ ที่ ท่า นได้ รั บพระราชทาน เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ นามว่า “พระครูโพธิวนานุรักษ์” เพื่ออยู่ปกปักษ์อนุรักษ์ดินแดนโพธิธรรมป่าวิเวก แห่งนี้ให้เจริญมั่นคงยาวนานสืบต่อไป
ตำแหน่งสมณศักดิ์
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของสมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖ รอบ ๗๒ พรรษาอันถือได้ว่าเป็นปีที่มีความหมายและสำคัญยิ่งในหัวใจของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า และในปีอันเป็นมงคลนี้ พระอธิการวรรณจิตต์ ชิตมาโร เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิศรี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท มีนามว่า “พระครูโพธิวนานุรักษ์” นับเป็นพระครูรูปแรกของบ้านหนองขุ่น
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนชั้นขึ้นเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ตามนามเดิมว่า “พระครูโพธิวนานุรักษ์”
ด้วยบุญกุศล น้อมนำพา พลังศรัทธา น้อมนำไป
ขอให้ผู้ได้อ่าน จงสดใส มีความสุขกาย สุขใจ
แผ่ไพศาล ซึ่งเมตตา ให้ทั่วไป
โลกสดใส ร่มเย็น สันติสุข ทุกเมื่อเทอญ.
พ.วรรณจิตต์
๓๑ ก.ค. ๕๔
ด้วยกุศล บุญเก่า น้อมนำมา ด้วยพลังกล้า ใจศรัทธา พาเกื้อหนุน
จึงได้อยู่ บำเพ็ญธรรม สร้างนาบุญ เสริมต่อทุน ในพุทธศาสน์ สืบนานมา
สามสิบสามปี ผ่านไป ไม่ประมาท ยังองอาจ ฝึกฝนไว้ ใจแน่นหนา
ด้วยมุ่งมั่น สานต่อ ปฏิปทา หลวงปู่ชา หลวงพ่ออมร ขจรไกล
แม้นผู้ใด ได้ผ่านมา อ่านพบ กลอนห้าบท ท้ายนี้ ที่ขานไข
ขอความสงบสุข ร่มเย็น ทั้งกายใจ เป็นพรให้ ทุกท่าน ยั่งยืนนาน
อนึ่งให้ สามัคคี มีเมตตา ต่อบรรดา สัตว์โลก ทั่วถิ่นฐาน
หมั่นทำดี ไม่ท้อถอย ไม่เลือกกาล บุญไพศาล แผ่ไป ในโลกา
ความกตัญญู คือมงคล อันประเสริฐ ก่อให้เกิด ในจิตใจ ไว้เถิดหนา
สนองคุณ ตอบแทน ท่านตามเวลา ย่อมนำพา พบสันติสุข ทุกเมื่อเทอญ.
พระปลัดสุทิน จิตฺตปาโล
๖ ส.ค. ๕๔