พระธรรมเทศนา
พระคุณหลวงพ่อชา
ฟังเสียงประกอบเรื่องนี้พระคุณหลวงปู่ชา เทศนาที่วัดหนองป่าพง ๑๐ ม.ค. ๔๑ · ชุดที่ ๑ ลำดับ ๑ · ๔๗ นาที
ข้อความแปลงอัตโนมัติจาก PDF ต้นฉบับ (๘ หน้า) — อยู่ระหว่างตรวจทาน หากพบคำผิดโปรดเทียบกับ PDF ต้นฉบับ
พระธรรมเทศนา หลวงพ่อพระมงคลกิตติธาดาเทศนาที่วัดหนองป่าพง 10 มกราคม 2541 นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะนะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะนะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะพุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ นะมัตถุ อาจริยัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอแสดงคารวะแด่พระเถรานุเถระ เจริญพรญาติโยมทั้งหลาย วันนี้นับว่าพวกเราทั้งหลายได้มาร่วมประชุมกันเป็นกุศลพิเศษ เนื่องจากมาปรารภเหตุที่หลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อชาของเราท่านได้จากไปเป็นเวลา ๕ ปีกว่า เกือบ ๖ ปีแล้ว ทุกๆท่านที่มีโอกาสมารวมกันครั้งนี้ ไม่มีใครเชิญ ไม่มีใครบังคับไม่มีใครขอร้อง แต่เป็นความสมัครใจของท่านทั้งหลายเอง เพื่อแสดงออกถึงความเป็นผู้มีความเคารพ มีความกตัญญู รู้จักพระคุณของหลวงพ่อใหญ่ และมีความกตเวที หาทางรับใช้ตอบแทน หรือนำธรรมะที่หลวงพ่อท่านให้โอวาทประกาศศาสนา มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นลำดับมา นำไปประพฤติปฏิบัติ ก็ชื่อว่าเราทั้งหลายได้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บูชาหลวงพ่อชาด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิตใจ ด้วยดอกไม้ธูปเทียน
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา บูชาสถานที่ที่ควรบูชา บูชาวัตถุที่ควรบูชา บูชากฎระเบียบที่ควรบูชา คือปฏิบัติตามล้วนแต่เป็นผลให้เรานั้นได้มีความสุข ความเจริญ ความรุ่งเรืองร่มเย็น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมงคลสูตรเมื่อมีการเจริญพระพุทธมนต์ที่ไหน พระเจ้าพระสงฆ์ที่ได้รับนิมนต์ก็จะเจริญพระพุทธมนต์มงคลสูตร คำลงท้ายที่ว่า เอตัมมัง คะละมุตตะมัง คือสิ่งนี้แลจะเป็นมงคล เป็นผลทำให้เรามีความสุข ความเจริญก้าวหน้า
เนื่องจากวันนี้ ที่เรามาเพื่อน้อมรำลึกนึกถึงพระคุณหลวงพ่อใหญ่ ผู้ซึ่งให้กำเนิดการปฏิบัติธรรมในถิ่นนี้เราทั้งหลายได้ยินได้ฟังได้อ่าน จากเทปจากหนังสือ จากครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง จากหนังสือที่ผู้มีศรัทธานำธรรมะคำสอนของหลวงพ่อใหญ่ ไปประกาศไปพิมพ์ ไปแจกจ่ายก็มาก เนื่องจากเราเห็นว่า การเสียสละความสุขความสบายส่วนน้อยมาปฏิบัติ ฝึกหัดกาย วาจา จิต แสดงออกถึงความเป็นผู้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ตามหลักของการบูชาที่ยิ่งใหญ่ คือการปฏิบัติบูชา การบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนนั้น มีบุญมีกุศลมากอยู่แต่ไม่ยิ่งไม่ยอด เมื่อเรามีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติตามธรรมะที่พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายถ่ายทอดมาก จนกระทั่งหลวงพ่อชา มันก็จะเกิดเป็นบูชาอย่างสูงอย่างยิ่ง ฉะนั้น วันนี้เรามารวมกันด้วยพลังจิตแต่ละดวง มุ่งหวังเพื่อจะเสริมสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ เป็นผลอุทิศไปให้บรรพบุรุษและบูรพาจารย์ ตลอดถึงหลวงพ่อใหญ่หลวงพ่อชา หลวงพ่อเจ้าคุณพระโพธิญาณเถร ที่เป็นที่เคารพสักการะของเรานั้น เป็นการแสดงออกที่ดี ที่สาธุชนที่เป็นบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญ หลวงพ่อท่านให้เราเน้นในการระวังการกระทำ ระวังคำพูด และระวังความคิด รวมเข้ามาก็คือ ระวังกาย ระวังวาจา ระวังใจนั่นเอง
ทำไมจะต้องระวัง เพราะกายกับใจนั้นเป็นต้นบุญก็ได้ เป็นต้นบาปก็ได้ ในเรานั้นเป็นนาย เป็นผู้สั่ง เป็นผู้บงการ หลวงพ่อชาท่านให้ข้อคิดไว้นานแล้วว่า ถ้าใจดี มันก็ดีไปหมด มีแต่ของดีๆ คนอยู่ใกล้เราก็ดี วัตถุที่อยู่ใกล้เราก็ดี มันสบาย ถ้าใจเสียมันจะเสียหมด ถ้าใจร้ายมันจะทำสิ่งร้ายๆ พูดร้ายๆ มันจะเป็นอันตรายต่อผู้พูดผู้ทำและผู้ใกล้ชิดหรือผู้เข้าใกล้
ฉะนั้นวันนี้การปฏิบัติธรรม อาตมาก็อยากสรุปตามที่หลวงพ่อชาท่านพาทำ เริ่มต้นจากการเดินจงกรมเดินจงกรมให้มีสติ ให้มีความระลึกรู้อยู่ที่เท้า ครั้งหนึ่งอาตมาเดินจงกรมตอนบ่าย หลวงพ่อใหญ่ท่านนั่งอยู่ที่ใต้ถุนกุฏิ หลังจากรับแขกเสร็จแล้ว กุฏิที่อาตมาพักหลังเล็กๆอยู่ด้านหน้ากุฏิของหลวงพ่อใหญ่ ด้านทิศเหนือของโบสถ์อาตมาเดินไปเดินมาจิตก็คิดว่า เอ...เดินจงกรมถ้าเริ่มต้นจากจุด ก. ไปถึงจุด ข. คือต้นไม้สองต้น เวลาเดินไปเดินมามีความจำเป็นจะออกต้องกลับมาถึงจุด ก. คือจุดเริ่มต้น ถึงจะออกจากที่จงกรมได้อย่างนั้นหรือ หรือเราจะทำยังไง? หรือว่าถ้ามีความจำเป็นเดินไปถึงจุ ข. ก็เดินเลยออกไปก็ได้ อาตมากำลังคิดพิจารณาอยู่ สักประเดี๋ยวเดียวหลวงพ่อชาท่านลุกจากที่นั่งใต้ถุนกุฏิ มาเดินจงกรมอยู่หน้ากุฏิ ท่านเดินไปเดินมาจากจุด ก. ไปหาจุด ข. สุดท้ายอีกไม่นานเมื่อเดินมาถึงจุด ข. ท่านก็เดินหนีไปเลย นี่เป็นการสอนอาตมาในลักษณะที่ไม่ได้สอนทางวาจา
ครั้นต่อมา ขณะอาตมาเดินจงกรมอยู่มันเกิดสงสัยในระเบียบวินัย ในคำสอน ในข้อวัตรปฏิบัติ ในธรรมะบางข้อทั้งที่ได้ปฏิบัติอยู่ แต่ก็ยกข้อธรรมะนั้นๆมาพิจารณา จะจริงไหมหนอ...จะใช่ไหมหนอ... เราเกิดความสงสัย ได้ยินเสียงหลวงพ่อชาพูดดังๆ มาว่า “อย่าสงสัยในสิ่งที่สงสัย...ทิ้ง ถ้าสงสัยในสิ่งที่สงสัย มันไม่ถูกต้อง... ทิ้ง” อาตมาสะดุ้ง สิ่งใดที่เราสงสัย ยังไม่เข้าใจ ถ้ามัวแต่ไปสงสัยไม่หยุด มันจะเป็นกำแพงกั้นเราไม่ให้เข้าถึงความสงบหรือความสำเร็จ ฉะนั้นจึงของฝากพระสงฆ์องค์เณรและญาติโยมทั้งหลายไว้ ถ้ามันสงสัย สงสัยอยู่นั้น มันเป็นนิวรณ์แล้ว เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เป็นขอนที่ขวางทางเดิน มันสงสัย จิตมันสร้างความสงสัยขึ้นมา หาคำตอบไม่ได้ก็วางไว้ก่อน เดินอย่างมีสติ มีความระลึกรู้อยู่ทุกก้าว ขวา... ซ้าย... หรือจะเป็น พุทโธ... พุทโธ ก็ได้หรือใครถนัดยังไงก็เอาสติมากำหนดจิต คือความระลึกรู้อยู่ หลวงพ่อใหญ่ท่านสอนว่า จิตใจของเรานั้นมันเหมือนมีคนสองคน คนหนึ่งวิ่งออกไปรับไปขนเอามา คนหนึ่งเป็นคนรับ วิ่งไปจับเอาอารมณ์ คือสิ่งโน้นสิ่งนี้มา ทั้งๆที่ล่วงมาแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่เกิดขึ้น ที่ได้ยินได้ฟังได้เห็นได้รู้มันเก็บเอาเข้ามาทั้งส่วนที่ดีใจและส่วนที่เสียใจ ส่วนที่พอใจและส่วนที่ไม่พอใจ มันรับเอาเข้ามา มันขนเอาเข้ามา จิตดวงที่อยู่กับที่เหมือนกับยามรักษาห้างร้านบริษัทหรือที่ราชการ สำคัญจะต้องรู้ จะต้องระวัง นี่คือจิตตัวที่มีสติ จิตดวงหนึ่งมันวิ่งแว้บออกไป มันไปขนอะไรเข้ามา
หลวงพ่อชาบอก ปฏิบัติธรรมมันไม่ยากเท่าไรหรอก ทำเหมือนคนเฝ้ายามนี่ก็ได้ ยามเขาไม่ได้หลับยามเขาต้องจ้องอยู่กับคนที่จะเข้ามาในห้างร้านบริษัท หน่วยราชการนั้นๆ รู้ว่าคนๆนี้เข้ามาแล้วทำให้เราสบาย ไม่ทำให้เราเดือดร้นก็ปล่อยเขาเข้ามา แต่ถ้าหากว่ากิเลสบางอันที่ขนมา มันเข้ามา เข้ามาแล้วมันทำให้จิตใจเศร้าหมองวุ่นวาย รุ่มร้อนหงุดหงิดหรือเกิดความสงสัย ความรู้สึกอันนี้ หลวงพ่อบอก ปิดประตูอย่ารับ คนที่รับแขกเขาฉลาดเปิดประตูรับด้วยการพิจารณา คือ มีความระลึกรู้อยู่ว่า อะไรเข้ามาใจจิต คือ มันมีตัวหนึ่งไปหยิบเข้ามาแล้ว เอาเข้ามาแล้ว คนที่อยู่ประตูบ้าน ที่ประตูบริษัทนั่น ถ้าไม่ฉลาดพอ ระลึกรู้ไม่ทันก็จะเปิดรับเอาหมด รับเอาความโลภไว้มากๆ
เหมือเมื่อปีพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อใหญ่ มีอุบาสกคนหนึ่งเอากระเป๋าไว้ในกลดที่กางไว้ มีกระเป๋าสตางค์อยู่ในนั้นด้วย พอไปทำพิธีหลวงพ่อใหญ่กลับมา กระเป๋าหาย นั่งแสดงว่า ผู้มาปฏิบัติธรรมไม่ได้ปฏิบัติธรรม แต่กลับมาวิบัติธรรม ปฏิบัติแปลว่า ทำให้มันถูกเรื่อง ถูกหลัก ถูกวิธีที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำ
วิธีปฏิบัตินั้น ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้แยกกันต่างกัน แต่จุดรวมแล้วเหมือนกัน คือมุ่งสู่ความสงบความเย็น ความเบา ความสบายหรือความปล่อยวาง อยู่ทางนี้อย่าไปสงสัยว่าอาจารย์นี้สอน ยุบหนอ...พองหนออาจารย์โน้นสอนสัมมา...อรหัง อีกอาจารย์สอน พุทโธ... ความจริงไม่ว่าจะสอนอย่างไร ก็เป็นการฝึกจิตให้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้จิตวิ่งวุ่น วุ่นวาย
หลวงพ่อใหญ่ท่านสอนว่า ธรรมดาของจิตนั้น มันดิ้นรนไป กวัดแกว่งไป ไหลไป วิ่งไป หรือไม่ก็สร้างเรื่องขึ้นมาให้ทุกข์ใจ ให้เป็นกังวล เป็นเหตุให้ไม่มีความสงบ ท่านบอกว่าก็ต้องพยายามเลือกเอาสิ ศึกษาอย่างนี้แหละ นั่งสมาธิไปก็ดี เดินจงกรมก็ดี หรือนอนตะแครงเบื้องขวากำหนดที่ลมหายใจก็ดีทั้งนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ จะนอนพิจารณาลมหายใจเข้าออก มันเหมือนกับทหารฝึกอยู่ในสนามฝึกรบ หรือเหมือนนักมวยกำลังซ้อมมวยอยู่ในค่าย ยังไม่ได้เจอข้าศึก ยังไม่เจอคู่ชก หลวงพ่อใหญ่ท่านบอกว่าอย่างนั้น ที่เราฝึกนี้เพื่อเตรียมตัวจะไปชก ถ้าเป็นนักมวยก็จะไปขึ้นชก เอาให้ได้เป็นแชมเปี้ยน หรือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ยิ่งยอดก็มีการฝึก ฝึกไปฝึกมาก็เกิดความชำนาญ มีความหนักแน่น มีความรู้เท่าทันความคิด หรือรู้เท่าทันกับสิ่งที่จะมากวนจิต เรียกว่าอารมณ์ หรือ ลม นั่นเอง
ลมมันพัดมา พัดให้ร้อน พัดให้หนาว พัดให้วุ่นวาย พัดให้หลงระเริง อารมณ์คือสิ่งเหล่านี้แหละ มันเป็นกิเลส เป็นพิษ เป็นภัย ถ้าจิตมันรู้ จิตมันนิ่งมันหยุดอยู่ก็เห็นชัดขึ้นมา เมื่อรู้แล้วก็วาง รู้แล้วก็สลัดทิ้ง รู้แล้วก็ปล่อยไป หลวงพ่อใหญ่ท่านให้ข้อคิดอย่างนี้ อาตมาก็เห็นว่าจริง จิตของเรามันเหมือนคนสองคนจริงๆ คนหนึ่งคอยรับอีกคนไปขนเอามา คนที่ขนเอามาเขาไม่ได้รับทราบหรอกว่าขนอะไรมา อันไหน เขามีโอกาสหยิบฉวยได้เขาก็หยิบส่งมาให้ แต่คนที่เป็นคนรับนี่สิเป็นคนสำคัญมาก คือจิตของเราจะต้องมีความระลึกรู้อยู่ รู้ตัวอยู่ ดังภาษิตของผู้ฉลาดกล่าวว่า “ดูตัวเราให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น”
คนที่ดู จะดูตัวเองออกว่า เราเป็นใคร...มีหน้าที่อย่างไร...เวลานี้อยู่ที่ไหน...เราจะต้องทำอะไร...ดูให้รู้เรื่องว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย...อยู่ในกลุ่มไหน... กลุ่มอุบาสกอุบาสิกาหรือกลุ่มคนที่มาฟังธรรมเพื่อให้ได้ข้อคิด... กลุ่มที่มาสร้างชีวิตโดยการปฏิบัติ... เราต้องรู้ต้องดูให้ออก แล้วบอกตัวเองให้ได้ว่า ทำอย่างนี้ไม่ดีนะ คนโน้นทำอย่างนั้นก็ไม่ดีไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ ไม่ถูกต้องตามศีลธรรม ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พูดอย่างนี้ไม่ดี มันพูดออกมาจากใจที่สกปรก จากใจที่เร่าร้อน ทำให้คนฟังฟังแล้วไม่สบายใจ บางทีก็เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเพราะการพูดควรจะเปลี่ยนควรจะพูดใหม่ เช่น บางครั้งเราอาจจะโพล่งออกไปเพราะโทสะ ก็ให้พิจารณาว่าที่เราพูดไปนี้ พูดด้วยอำนาจของพลังไฟ ไฟมันเผาเรา เผาจิตเรานี่ให้มันไหม้ มันถึงเร่าร้อน เมื่อเร่าร้อนมันก็พ่นพิษออกมา เมื่อพิจารณา เป็นเหตุให้รู้ รู้แล้วมันจะได้ทิ้ง รู้แล้ววาง รู้แล้วปล่อย รู้แล้วทิ้ง หลวงพ่อท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกับพวกไปทอดแห พอหว่านแหไป งมแห งมหาปลามันได้ตัวยาวๆ นึกว่าปลาไหล สงสัยอยู่ แต่พอยกขึ้นพ้นน้ำมารู้ว่าเป็นงู ไม่ต้องบอกหรอก เพราะมันรู้ว่าอันตรายจะมาถึง มันจะขว้างงูทิ้งเลย นี่เขาเรียกว่าทำจิตให้รู้ โดยการจ้องอยู่กับบริกรรมเหมือนกับอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่ง นี่เป็นส่วนการฝึกในค่าย ก่อนจะขึ้นเวที
ที่นี้หลวงพ่อท่านก็บอกว่า เมื่อเราพักหรือหยุดจากการเดินจงกรม จากการนั่งสมาธิ พักอยู่ เราใช้ธรรมะพิจารณา เห็นใครมาให้ระวัง เขาจะเอาอะไรมาฝาก ถ้าพอรับก็รับ ถ้าไม่ควรรับก็อย่ารับ รับเข้าไปแล้วจะเป็นอันตราย เสียงที่เข้ามาก็เช่นกัน มีทั้งเสียงดีและเสียงที่ไม่ดี มันมากวนจิตกวนใจ ทำให้น้อมถึงเรื่องเก่าที่เคยได้ยินได้ฟัง เช่น เสียงหมอลำ เสียงเพลง หลวงพ่อชาท่านบอกว่า ถ้าได้ยินเสียงขณะทำสมาธิอยู่ เกิดชอบ ให้รู้ว่าเสียงนี้เป็นอนิจจัง ไม่แน่นอนอะไร มันเปลี่ยนไปมาอยู่ เห็นคนๆหนึ่งเดินมา เราเห็นเราก็ชอบเขาหรือเรารักเขา ให้บอกตัวเองว่าความรักนี้เป็นอนิจจังไม่แน่นอน สักประเดี๋ยวมันก็จะหายไป เห็นคนเดินมา คนที่เราเคยเกลียดเขา ความชังมันเกิดขึ้น ความชังนี้ก็เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันเกิดขึ้นแล้วมันก็แปรเปลี่ยน มันก็จะดับไป เป็นอยู่อย่างนี้ เราจะทำอย่างนี้ได้เพราะเรามีปัญญา มีความรู้ในการปฏิบัตินั่นเอง
แม้เราจะทำวัตรสวดมนต์อย่างที่ทำเมื่อสักครู่นี้ เราน้อมไปตามบทสวด นึกพิจารณารู้คำว่า พุทโธ ธัมโมสังโฆ อิติปิโส ภควา สวากขาโต สุปฏิปันโน หมายถึงอะไร พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า ธรรมะเกิดขึ้นจากการได้ยินได้ฟัง จากการฟังเทศน์หรือฟังบรรยายอย่างหนึ่ง ธรรมะเกิดขึ้นจากการเทศน์การชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยยกธรรมะบทใดบทหนึ่งมาอธิบาย เกิดความแจ่มแจ้งขึ้นมาก็เป็นธรรมะ เป็นปัญญาชนิดหนึ่ง ธรรมะเกิดจากการสาธยาย คือ การสวดมนต์ ฉะนั้น ในครั้งพุทธกาล ถ้าภิกษุรูปใด อุกกัณฐิโต (มีคอยกขึ้นแล้ว) คือจิตใจเศร้าหมองอยากจะสึก จะไม่ภาวนา ไม่สาธยายอาการ ๓๒ ไม่สาธยายอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเหตุให้จิตใจเศร้าหมอง นี่เพราะไม่ได้สาธยาย เมื่อสาธยายไปน้อมใจ พิจารณาไป ตั้งแต่ เกศา-ผม โลมา-ขน นขา-เล็บ ทันตา-ฟัน ตโจ-หนังพิจารณาไปจนครบอาการ ๓๒ ให้พิจารณา ให้รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นอนิจจัง หลวงพ่อชายังบอกว่า เพราะมันเป็นอนิจจัง เราถึงโตขนาดนี้ จากเด็กๆโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว จากหนุ่มสาวเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัว แล้ววัยชราก็เข้ามา เมื่อเริ่มชรา ก็มีการเปลี่ยนแปลงทั้งผิวหนัง ทั้งผม ทั้งมือทั้งเท้า ทั้งส่วนต่างๆ ทุกส่วน ถ้าเราพิจารณาเราจะรู้อ้อ...ความเป็นอนิจจังมันมีอย่างนี้ จริงๆ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ทนอยู่ไม่ได้ ทนอยู่กับสภาพเดิมไม่ได้ ทุกข์ตัวนี้แปลว่า ลำบากก็ได้ ทุกข์แปลว่าเจ็บปวดก็ได้ แปลว่า ทนอยู่ไม่ได้ ก็ได้ อย่างหลวงพ่อชาท่านบอกว่า ภาวนาให้ทิ้งลงใน ๓ ขุม คือ ขุมอนิจจัง ขุมทุกขัง ขุมอนัตตา เอา ๓ ขุมนี่แหละ เอาพระ ๓ องค์นี่แหละ ไปสวดภาวนาไปรักษาเรา เมื่อเราเกิดชอบใจ ความชอบใจนี้เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ความชังนี้เป็นอนิจจัง อาตมาก็เลยมาเปลี่ยนของตัวเองใหม่ว่า ความรักที่เกิดขึ้น ความพอใจเกิดขึ้น ก็ทิ้ง ความไม่พอใจเกิดขึ้น ก็ทิ้งแต่จิตไม่อยากจะทิ้งนะ ที่พอใจอยากจะยึด อยากจะเกาะ อยากจะเอาไว้ เหมือนกับใครมาพูดเยาะเย้ยหรือเสียดสีเราหรือด่าเรา เขาด่าเขาว่า เขาเสียดสี เขาเยาะเย้ย หรือพูดคำหยาบกับเรา ถ้าเราไปรับเอาก็แสดงว่าเราโกรธ เกลียด เคียดแค้นหงุดหงิด หรือไม่พอใจว่า ทำไมว่าเราอย่างนี้ นี่เพราะเราไปยึด
มันว่าเราอย่างนี้ๆ ทั้งๆที่เสียงที่เขาพูดว่าเรา มันหายไปนานแล้ว หายไปหลายนาทีแล้ว แต่จิตของเราบันทึกไว้เหมือนอัดเทป มันพูดอย่างนี้ๆ มันเหมือนเขาเอาหนามมาทิ่มแทงเรา ให้เลือดออกซิบๆ ให้เจ็บปวด แล้วเขาทิ้งหนามไว้ คนที่เขาเอาหนามทิ่มเราเขาหนีไปแล้ว แต่เรากลับห่อหนามนั่นเก็บไว้เพื่อทิ่มแทงตนเองให้เจ็บปวด นี่มันว่าเราอย่างนี้ มันทิ่มแทงเราอย่างนี้ อย่างนี้เขาเรียกว่า มาค้นผีลุก ปลุกผีนั่ง ผีที่ว่านี่หมายถึงสิ่งที่เป็นอันตราย ไม่ใช่ผีว่านี้คือกิเลสตัณหา คือราคะ คือโลภะ คือโทสะ ผีพวกนี้คือตระกูลความคิดผิด ความหงุดหงิดความหยิ่งผยอง ความทะนงตน ความลืมตนที่ล้วนแต่เป็นสนิม เป็นแขกที่เข้ามาหาเรา โดยเรานั่นแหละไปเชิญเขามา เราไล่อีกตัวหนึ่งมันออกไป
ดูตัวเองให้ออก ตัวของเราคือกาย คือใจ เรานั่งยังไง เรานอนยังไง เราอยู่ที่ไหน เรารับประทานเวลาไหนเข้าห้องน้ำห้องส้วมทำอย่างไรมันถึงจะไม่สร้างความลำบากให้แก่ผู้อื่น เวลารับประทานอาหารก็รู้ตัวว่า เราจะตักเอาขนาดไหนถึงจะอิ่มพอดี ถ้าเอาตามอำนาจความโลภมันจะตักเอามากเกินไป ทำให้ไม่เหลือถึงคนอื่น คนอื่นไม่ได้กินอย่างนี้ จะนั่งจะนอน แม้จะพูดจาก็เหมือนกัน เห็นเพื่อนเขานั่งอยู่เราควรพูดไหม เขานั่งสมาธิอยู่นี่ ถ้าไปพูดขึ้นมาเสียงมันจะกระทบหูเขา ไปทำลายสมาธิเขา มันเป็นบาป ให้ดูให้รู้ว่าเราอะไรบกพร่อง เราพูดอะไรบกพร่อง แม้แต่ความคิดก็เหมือนกัน นั่งอยู่ดีๆ มันวิ่งกลับไปบ้าน หลวงพ่อชาบอกว่า คนไม่อยู่บ้าน เขาก็ไปขนเอาของหมดเท่านั้นแหละ อยู่บ้านคืออยู่กับตัวเรา มีสติรู้อยู่ว่า เรานั่งอยู่นี่ กำลังทำอะไรอยู่ เรากำหนดอะไร นั่งกำหนดไปเหมือนซ้อมชกมวยในค่าย ชกไปชกมาเกิดความชำนาญทั้งเตะทั้งต่อย ทั้งศอกทั้งเข่า แต่เวลาขึ้นชกบนเวทีมันไม่มีกระสอบทราย หลวงพ่อชาบอก มีแต่คู่ต่อสู้ เขาชกเรา เขาไม่ได้บอกเราว่า จะชกหน้าแกนะเตรียมตัวป้องกัน ฉันจะชกท้องแล้วนะ แต่มันชกมาเลย นี่แหละคือกิเลส มันมาชกเรา ชกให้รักชกให้ชัง ชกให้หงุดหงิด ชกให้น้อยใจ ชกให้เสียใจ ชกให้ปลื้มใจหลงระเริง ความรู้สึกอันนี้มันเกิดขึ้นที่จิต แม้จิตมันจะไปสั่งให้กายทำตามความรู้สึกอันนั้น มันสั่งให้พูดตามความรู้สึกตามความเข้าใจนั้นๆ นี่เป็นสิ่งซึ่งบ่งบอกถึงการที่เราเป็นนักปฏิบัติหรือเป็นนักวิบัติ ถ้าเป็นนักวิบัติชอบเก็บเอาของไม่ดี เป็นคนไม่ละเอียด เป็นคนรู้ไม่ทันไม่รู้จักรับแขก ถ้าเป็นแขกมารับเอาหมดนี่มันลำบาก เขามาเยี่ยมเรา เอาของเป็นอันตรายมาให้ มาส่งให้ ขนเข้ามาในบ้าน ขนลูกระเบิดมาให้เราก็รับ เมื่อรับเข้าไปมันทำลายเรา พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสสอนอย่างนี้ ให้ข้อคิดไว้อย่างนี้ ฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้ฝึกตนให้เข้มแข็ง ให้หนักแน่น ให้มีความรู้รอบหรือรอบรู้ เราจะอยู่กับใคร ถ้ามันรู้รอบแล้ว รู้รอบตัว รู้รอบกิจก็จะรู้ชัดว่าอะไรเข้ามา ลมอะไรมันพัดเข้ามา ลมอย่างนี้ควรจะรับไหม หรือไม่ควรรับ รับแล้วจะเป็นอย่างไร แขกคนนี้มาเยี่ยม มันเคยมาระยะนั้น เมื่อวานนี้ก็มา วันก่อนนี้ก็มา มาแล้วมันทำให้เราวุ่นไหม ทำให้เราทุกข์ไหม ถ้าทำให้เราทุกข์ก็ทิ้งไป
ทิ้งแล้วมันจะเบา เอาแล้วมันจะหนัก หลวงพ่อชาท่านให้ข้อคิดไว้อย่างนั้น อาตมาก็เลยเอามาฝากญาติโยมทั้งหลาย ทั้งพระสงฆ์องค์เณรให้คิด
อีกอย่างหนึ่งนั้น การตั้งตนไว้ชอบตามหน้าที่ โดยเป็นผู้รู้ว่า การรู้จักตัวเองนี่แหละ โดยดูตัวเองให้ออกคือใช้ให้ตัวเองไปทำอะไร บอกตัวเองให้ได้ เมื่อเราบอกลูกหลานให้ไปทำสิ่งใด เช่น ให้ไปตักน้ำ ให้ไปนึ่งข้าวให้ไปเลี้ยงควาย ไปเก็บผักหักฟืน บอกรู้ก็รู้ ว่าจะบอกใคร เรารู้ใช่ไหม แล้วก็บอกเขาให้ได้ด้วย เมื่อเขาไปก็แสดงว่าเขาทำตามคำสั่งเรา ทีนี้การใช้ตัวเองให้เป็น คือ ใช้ร่างกายของเรา เวลาไหนควรทำอย่างไร ควรทำอะไร ถ้าทำถูกต้องตามเวลา เขาเรียกว่า มีความตรงต่อเวลา ตรงต่อหน้าที่ ตรงต่อกิจวัตร ก็จะเป็นสิ่งที่เราปฏิบัติแล้ว แม้เมื่อเดินจงกรม ถ้าให้เอาเอง แต่เมื่อก่อนนี้ก็เอาในลักษณะซึ่งพระเณรยังไม่มากเกินไป ญาติโยมก็รู้สึกไม่มากเหมือนระยะนี้ การเอาอาหารเวลาฉันเสร็จ หลวงพ่อท่านบอกไปตรวจบาตรดูซิ อาตมาก็ไปตรวจดู รูปนี้ยังเหลือมากหน่อยทีหลังต้องเปลี่ยน รูปนี้เหลือน้อยหน่อย รูปนี้ฉันหมดเลย หลวงพ่อชาท่านให้ตรวจดูเกี่ยวกับการฉันเกี่ยวกับการทำกิจวัตร มีอยู่ครั้งหนึ่งระยะนั้นเป็นวันโกนคือ วัน ๗ ค่ำ ๑๔ ค่ำ หลวงพ่อชาก็กวาดใบไม้อยู่หน้ากุฏิพวกอาตมามากวาดอยู่ทางศาลาด้านเหนือศาลา กวาดใบไม้แล้วทำเป็นกองไว้ ยังไม่ได้หอบไปทิ้ง พวกอาตมาว่ามันค่ำแล้ว พรุ่งนี้หรือเมื่อมีเวลาว่างถึงมาหอบไปทิ้งดีกว่า เมื่อมองไปทางหลวงพ่อ เห็นหลวงพ่อหอบใบไม้อยู่หอบใบไม้ไปทิ้ง พวกอาตมากระซิบกันว่าหลวงพ่อยังไม่หยุดเลย เราจะหยุดได้หรือ ไม่ต้องหยุด กลับไปหอบไปขนใบไม้ไปทิ้ง นั่นเป็นระยะซึ่งท่านกำลังปัดกวาดลานวัดให้สะอาด แต่ตอนหลังมาได้รับคำแนะนำจากข้าราชการผู้รู้เกี่ยวกับใบไม้ อาหาร คือ ปุ๋ยของต้นไม้มันจะน้อย ท่านไม่ให้กวาดไปทิ้ง ให้กวาดไปกองไว้รอบโคนต้น เพื่อให้ย่อยสลายเป็นปุ๋ย ให้ต้นไม้มีอาหาร
บางอย่างหลวงพ่อท่านทำให้ดูโดยไม่ต้องบอก เหมือนการลงมาทำวัตร พอตีระฆังเสร็จปั้บ หลวงพ่อจะลงมาถึงศาลาเลย พวกอาตมาต้องรีบ ให้ผู้ใหญ่มาถึงก่อนแสดงว่าเราบกพร่อง เวลาตี ๓ ก็เหมือนกัน พยายามขะมักเขม้นตั้งใจ บางทีเราไปหาครูบาอาจารย์ หลวงพ่อชาท่านบอกว่า คนมาหาเรา เขาไม่มาฟังธรรมกับเรานะเขาจะมาเทศน์ให้เราฟัง เมื่อมาใหม่ๆ แต่ต่อไปต่อมา เมื่อเขามาหลายครั้งเขาจะฟังตามเรา เขามาอวดธรรมะ มาอวดธรรมะที่ได้ท่องได้จำมา แต่ไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ค้นคิดให้เข้าใจ
ระยะหลังนี้พระเณรบางรูปก็เพลาๆ ลงในการทำกิจวัตร หลวงพ่อชาท่านก็ โอย... จะให้เรามาทำวัตรสวดมนต์พร้อมกับพระเณรน้อยอย่างนี้ก็ตายแล้ว ไม่ได้พักผ่อน บางทีท่านไปกิจนิมนต์ข้างนอก ก็มีคนมารออยู่
วันหนึ่งอาตมาฉันเช้าเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ เดินจงกรมพอควร จากนั้นก็จำวัดกลางวัน ตื่นขึ้นมาบ่าย ๓ โมงกว่าๆ เอ๊ะ! หลวงพ่อยังนั่งรับแขกอยู่ หลวงพ่อทำไมทนแท้ มันจำเป็นต้องทนอาตมาเป็นลูกน้องไปพักได้ แต่หัวหน้าต้องรับแขกคนโน้นมาคนนี้ไป เขาก็มาเพื่อศึกษาธรรมะ เพื่อมาหาข้อคิดเพื่อถวายสิ่งของ หลวงพ่อชาบอกว่า เมื่อเราเป็นบ่อน้ำ มันต้องมีน้ำให้เขา เขามาหา เขาร้อนมา เขากระหายน้ำมาเขาต้องการดื่มน้ำ พยายามหาน้ำ จะมีน้ำได้เราต้องขุดบ่อ ขุดที่ไหนก็ขุด ไม่ได้แต่งน้ำหรอก ขุดลงไปเจอดินเอาดินออก เจอรากไม้เอารากไม้ออก เจอก้อนหินเอาก้อนหินออก เมื่อขุดได้ที่แล้ว ตาน้ำมันมี ก็มีน้ำออกมา การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ทำไปทำมามันเป็นธรรม ให้ทำไว้เถอะ
พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ ภาวิตา ทำไว้ ให้มันเกิดมีขึ้นมา การเดิน การยืน การนั่ง การนอน หรือการพิจารณาเอาธรรมะเป็นธรรม วิจัยภาวนา ทำไปเถอะ ทำไป พหุลีกตา ทำไว้มากๆ เผื่อเหนือตกใต้ อย่าทำให้มันน้อย ถ้าทำน้อยมันไม่พอ งั้นคนมีเงินมากๆ มีของใช้มากๆ มันก็ได้ใช้สะดวกสบาย บางคนมีข้าวอยู่ในยุ้งในฉางมากๆ เอาไปขายก็ดี เอาเก็บไว้เพื่อไปสีเป็นข้าวสารไว้นึ่งกินหุงกัน ให้พยายามทำต่อไป
อาตมาเป็นผู้ได้รับฉันทานุมัติจากคณะสงฆ์ ซึ่งมีหลวงพ่อพระครูพระมหาสุพงษ์เป็นประธาน โดยพระอธิการเลี่ยมเจ้าอาวาสก็ได้ปรารภให้อาตมา มาให้ข้อคิด เป็นการให้กำลังใจแก่ญาติโยมและพระเณรที่นี่ บางทีเราอาจจะคิดว่า เพราะได้ยินข่าวอะไร เห็นอะไร เอ๊ะ! ทำไมเป็นอย่างนี้ ไม่น่าเป็นอย่างนี้เลย เสียใจ ไม่สบายใจเพราะการกระทำของบุคคลบางคน หรือเพราะการกระทำของใครคนใดคนหนึ่ง หรือคำพูดที่เขาพูดอยู่ เวลาปฏิบัตินี่ต้องระวัง ถ้าเราเกิดเสียใจ ไม่พอใจ โกรธเคือง มันเป็นวิบัติ เราได้ยิน ได้เห็นแล้วก็ทิ้งไป วางไป ทิ้งแล้วจะเบา ถ้าเอาแล้วมันจะหนัก จำไว้ให้ดี ไม่ว่าทางตา ทางความคิด ทางหู หรือทางสัมผัส เอาให้พอดี ถ้าเอามากมันจะหนัก ต้องทิ้งไป ละไป เหมือนการเดินทาง หลวงพ่อชาบอกว่า การปฏิบัติเหมือนการเดินทาง ถ้าคนอยากเดินให้ลำบากจะยากอะไร นับสิ นับก้าวดู ไปถึงหน้าวัดนี่ บางทีหลงลืมไป ต้องตั้งต้นนับใหม่ บางคนเดินทางไปเจออะไรก็หยิบเอา เจอก้อนดินก้อนหิน ท่อนไม้ก็หยิบเอายัดใส่กระเป๋ายัดใส่ถุง เจอกองขี้ควายแห้งก็เก็บเอา คนนี้เอาทุกอย่างหนักมาก เขาเรียกว่าคนเดินทางที่เดินไม่ถูกทาง ถ้าเป็นนักปฏิบัติก็กลายเป็นวิบัติ ไปเอาหมดทุกอย่าง คนที่เดินสบายทำอย่างไรจะไปถึงหน้าวัด เรารู้เส้นทาง ก้าวไปๆ ไม่ต้องมัวนับ เดี๋ยวเดียวก็ถึง ไม่ต้องพูด ข้าเดินได้เท่านี้ก้าวเท่านั้นก้าวแล้ว
พูดถึงการนับก้าวนี่ เมื่ออาตมามาอยู่กับหลวงพ่อชาพรรษาแรกหรือพรรษาที่สองนี่แหละ อาตมาจำไม่ได้ วันหนึ่งหลวงพ่อพาไปบิณฑบาตบ้านกลาง มีหลวงพ่อมหาโสมที่มาจากเดชอุดมไปด้วย และอาตมาเป็นคนที่ ๓ ระหว่างทางที่เดินไปมีต้นขนวนที่อยู่ระหว่างเขตชีกับเขตพระ อาตมาคิดว่า...วันก่อนๆ ได้ยินหลวงพ่อท่านให้ข้อคิด ให้แง่คิดโดยชี้ให้ดูใบไม้ กิ่งไม้แห้ง ใบไม้เหลือง ใบไม่ผลิ ใบไม่ร่วง ต้นไม้ที่ตาย... ก็ได้ความคิดได้แง่คิด คราวนี้หลวงพ่อชาบอกว่า ใครเดินไปบิณฑบาตสามารถนับก้าวได้ แสดงว่ามีสติดี อาตมาก็อยากจะทดลองดูนึกในใจ เอ...เดินทางจากต้นขนวนนี่ไปถึงบ้านกลาง โค้งกลับมามันจะได้กี่ก้าวหนอ... วันนี้เราจะพยายามไม่ฟังหลวงพ่อชาท่านให้ข้อคิด แต่นับก้าวไปเรื่อยๆ นับไปๆ พอออกจากบ้านกลางกลับมาถึงต้นขนวนที่เดิม ทั้งๆที่หลวงพ่อชาไม่ได้เหลียวหลังมาดูอาตมาเลย ท่านถามว่า... “ได้เท่าไหร่ ?” อาตมาพนมมือกราบเรียนท่านว่า “๕๖ร้อยก้าว” “อะไร?” หลวงพ่อมหาโสมถาม “ผมนับก้าวเฉยๆว่าจะได้กี่ก้าว จากต้นขนวนนี่อ้อมไปบ้านกลาง โค้งกลับมาถึงที่เก่าได้กี่ก้าว ได้ ๕,๖๐๐ ก้าว” นี่แสดงว่าแม้ลูกศิษย์จะทำอะไรอยู่ หลวงพ่อขาท่านก็รู้ แต่บางอย่างท่านก็เคยพูดว่าพวกอาตมาที่พากันวิจารณ์ว่า “ที่พากันทำอะไร พูดอะไร จะคิดว่าเขาไม่รู้หรือ ? เขาไม่พูดเฉยๆหรอกเวลานี้เป็นเวลาที่ช่วยคนอื่นอยู่ มีสักวันหนึ่งที่ผมจะเอาตัวผมเอง ระยะนี้ให้มันยุ่งยากกับเพื่อนกับฝูงก่อน” ทำให้อาตมาคิด เอ๊ะ! หลวงพ่อจะหนีจากวัดหนองป่าพงหรือ? คงไม่ใช่ นี่...หรือจะเป็นด้วยเหตุนี้ที่หลวงพ่อชาท่านไม่พูดมาตั้งแต่ ปี ๒๕๒๕ ถึงปี ๒๕๓๕ ระยะที่หลวงพ่อท่านอาพาธนี่ ท่านยังมีสติของท่านอยู่
ทีนี้วันหนึ่ง อาตมามาจากวัดป่าวิเวก มากราบหลวงพ่อที่กุฏิอาพาธ เป็นเวลาจวนเที่ยง พระที่อุปัฏฐากพาหลวงพ่อออกมาที่ห้องรับแขกในกุฏิ แล้วเอาอาหารเหลวที่บดแล้วใส่ไซริง บีบเข้าปากให้หลวงพ่อกลืน พอถึงเวลาเที่ยง อาหารเหลวในไซริงยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง อาตมาดูนาฬิกาเลยเที่ยงไปนิดหน่อย เกิดสงสัยในใจว่าหลวงพ่อท่านจะถือข้อวิกาลโภหรือเปล่า...หรือว่าจะยังฉันอยู่ถึงมันจะเลยเที่ยงไปแล้วปรากฏว่าหลวงพ่อท่านมองตาอาตมา เม้มปากไว้ไม่ยอมอ้าปากรับอาหาร พระอุปัฏฐากจะเอาใส่ปากท่าน ท่านปิดปากไว้แน่น ตายังจ้องมายังอาตมา คล้ายๆว่า แกจะมาสงสัยอะไรฉัน? อาตมาจึงก้มลงนิดหนึ่งเหมือนคำนับ พูดในใจว่า “หลวงพ่อครับ ผมกราบขออภัย ผมคิดผิดไป นิมนต์หลวงพ่อตามสบายเถอะครับ” จึงได้เห็นท่านอ้าปากรับอาหารต่อ ที่คิดสงสัยนั้นถ้าคิดทางวินัยก็ไม่ผิด ในขณะที่ป่วยหนักน้ำต้มข้าวนี่ฉันได้ในภาวะอย่างนั้น นี่เป็นส่วนที่อาตมาได้ฝากให้ญาติโยม ผมฝากไว้ให้พระสงฆ์สามเณรได้เป็นข้อคิด ชีวิตของคนเรานั้น ถ้าเรามัวคิดว่า เอ... ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นวัดป่าพงก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่ดี มาแล้วไม่ได้รับความสะดวกสบาย หลวงพ่อชาบอกว่า ต้องทำเป็นไม้เท้าพระฤๅษี ไม้พระฤๅษีกกชี้ตายปลายชี้เป็น ถ้าเอาปลายชี้มัน เป็น เป็นเพราะคนโน้นเป็นเพราะคนนี้ ถ้าชี้มาที่เรา เป็นเพราะเรานี่แหละ เพราะเราอยากมาที่นี่ ญาติโยมไม่มีเสื่อ เพราะวัดป่าพงไม่ได้จัดเสื่อให้ปฏิบัติธรรม ทำยังไงไม่ได้นอนเสื่อ ก็เพราะเรานี่แหละไม่ได้เอามา
ครั้งหนึ่งเวลารับประทานอาหาร หลวงพ่อชาบอก ถ้าอาหารไม่พอก็อย่าโทษคนอื่นนะ เพราะเราไม่เอามามาก ถ้าอาหารไม่อร่อยก็อย่าโทษคนอื่น เพราะเราไม่ทำเอง ท่านให้ดูตัวเอง ฉะนั้น ญาติโยมบางคน พระเณรบางรูปเกิดความสงสัย เกิดความไม่สบายใจ เพราะไปกังวลกับเรื่องของคนอื่น ให้ดูตัวเราเองดีกว่า ดูตัวเราว่า ทำตัวถูกต้องดีงามมีประโยชน์ไหม พูดถูกต้องดีงามเป็นประโยชน์ไหม ให้ประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวมไหมความคิดนี้มันคิดเพื่อจะสร้างสรรค์ เพื่อจะสร้างธรรมะ สร้างอาหารใจหรือเปล่า หรือคิดจะสร้างกิเลส ถ้ารู้แล้วก็ทิ้ง หรือหยุด เราหยุดเดิน หยุดอยู่ไปซื้อของดูได้ชัด ถ้าเดินไม่หยุด ไปซื้อของบางทีถูกหลอกขาย เพราะเห็นไม่ถนัดดูไม่ชัด
ครั้งหนึ่ง มีข้าราชการมาตรวจงานที่อุบลฯ พอดีมีครูอาจารย์ทางอุบลฯพาไปเที่ยววัดที่อาตมาอยู่ วันนั้นเดินออกมาจากศาลาพอดี ครูที่พาไปแนะนะขึ้นว่า “นี่ท่านเจ้าอาวาส” เขาก็ยกมือไหว้ ครูที่พามาหันมาบอกอาตมา “ท่านอาจารย์นี่ดอกเตอร์มาตรวจงานที่อุบลฯ ผมเลยพามาที่วัด” เสียงดอกเตอร์พูดขึ้น “เอ...ท่าน ผมเห็นว่านั่งวิปัสสนา ผมไม่เห็นมันจะเกิดประโยชน์อะไร ?” เออ...ขนาดดอกเตอร์ยังไม่เข้าใจ อาตมาจึงว่า “เวลาคุณรับประทานอาหาร คุณวิ่งรับประทานหรือยังไง... คุณทำงานคุณวิ่งทำหรือยังไง ถึงได้พูดว่า นั่งไม่มีประโยชน์” อาตมาว่าอย่างนี้ เห็นแกสะดุ้ง “คุณไม่เคยนั่ง การนั่งวิปัสสนาไม่ใช่เรื่องของการคาดคะเนเอา คุณต้องเข้าไปสัมผัส ไปปฏิบัติเสียก่อนมันถึงจะเกิดผล” ดอกเตอร์ตอบว่า “ไม่มีใครสอนผมอย่างนี้” จากนั้นนิมนต์อาตมากลับเข้าไปในศาลา
พอเข้าไปในศาลา คุยกันเรื่องธรรมะปฏิบัติ ๒ ชั่วโมง แกก็กลับไป เห็นไหมขนาดดอกเตอร์ จบมาจากต่างประเทศ เป็นข้าราชการยังไม่เข้าใจว่านั่งวิปัสสนานั่งกรรมฐานจะเกิดประโยชน์อะไร สู้ไปทดลองปฏิบัติดูไม่ได้ เหมือนพระบางรูปที่ไปพูดว่า “ไปนั่งหลับตาจะเกิดประโยชน์อะไร ดูแต่อาตมาซิขนาดพระไตรปิฎกอาตมาดูทุกวันมันยังลืม” นี่เพราะไม่ได้เข้ามาสัมผัส ไม่ได้เข้ามาทำ ความจริงประโยชน์เกิดมากทีเดียว เป็นการฝึกนิสัยใจคอ ได้พบเพื่อนที่มาปฏิบัติธรรมอยู่ในแนวเดียวกัน แต่งตัวคล้ายกัน มีการกระทำ มีการพูดจาสำรวมเสมอกันไป ฉะนั้นที่เราไปติไปตำหนิเขาไปทั่วว่า... เครื่องบินนี้ทำไมมีส้วม เราไม่ไปหรอก ไม่ขึ้นหรอกเครื่องบินที่มีส้วม... ตึกนี้ทำไมมันมีห้องน้ำอยู่ทุกชั้นทุกห้อง ฉันไม่มาเช่ามาพักหรอกโรงแรมแบบนี้ เราจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างให้มันดีหมดมันเป็นไปไม่ได้ เอาแค่ให้มันดีพอสมควร แม้แต่ตัวเราเองก็เหมือนกัน จะทำดีเต็มที่ ๑๐๐เปอร์เซ็นต์ จะให้พูดถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องระวังอยู่ ระวังการกระทำคำที่พูดอยู่ นี้เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นคนอื่นก็ปล่อยให้เป็นเรื่องคนอื่นเสีย ทำดีนับจากเราเป็นคนที่หนึ่ง ถ้าทำเสียให้เราเป็นคนที่ร้อยหรือที่พัน ระวังไม่ทำให้มันเสีย เสียใจ เสียเวลา เสียกิริยาอาการ เสียหน้าที่ ฉะนั้น อาตมาเห็นว่าได้บรรยายมาพอสมควร เพื่อชักชวนญาติโยมทั้งหลายได้อุตส่าห์ฝึกต่อไป ทำต่อไป
ภาวิตา ทำให้มันเกิดมีเกิดมา ทุกวันๆ ทุกเวลาตามสมควรแก่อัตภาพ พหุลีกตา ทำไว้มากๆ ทำไว้นานๆผลจะออกมาเหมือนกันกับเสื้อผ้าที่เราใช้มันมีหลายผืน เวลาจะใช้รู้จักใช้ได้หลายอย่าง เหมือนกับเสื่อที่ญาติโยมนั่ง หรือเหมือนเสื้อผ้าที่ญาติโยมนุ่งนี่แหละ จากเส้นใยเล็กๆ จากเส้นด้ายเล็กๆ แต่มันประสานกันมากๆ กลายมาเป็นเสื้อเป็นกางเกงได้ มาเป็นจีวรพระเณรได้ เป็นสบงได้ เพราะมันสามัคคี เพราะมันมีมากๆ ถ้ามีด้ายเพียงเส้นเดียว จะไปนุ่งได้อย่างไร มีแต่เอาไปคล้องกะปอมเท่านั้นแหละ
ภาวิตา ทำให้มันเกิดมีขึ้นมา พหุลีกตา ทำให้มากๆ จนกระทั่งเราจะได้จากกัน เมื่อจากไปแล้ว ธรรมะหรือปัญญาจะเกิดขึ้นกับเราทุกเวลา ย้อนนึกถึงเมื่อไรก็สบายใจ ภูมิใจ ได้บรรยายธรรมมาเป็นเวลาพอสมควร...
รัตนัตยานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ปุญญานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพบุญกุศลซึ่งคณะสงฆ์สามเณร และญาติโยมทำมาแล้ว ทำอยู่และจะทำต่อไป และในการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้และครั้งต่อๆไป จงรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ส่งเสริมให้ญาติโยม และพระสงฆ์องค์เณร มีกำลังกายกำลังใจ จนสั่งสมบารมีของตนให้เพิ่มขึ้นๆ อันจะเป็นผลแก่ตนและสังคม ขอจงพากันเจริญ รุ่งเรือง ร่มเย็นในธรรม ทุกรูปทุกนาม เทอญ...