ธรรมสามรส
กาฝาก
ฟังเสียงประกอบเรื่องนี้เรื่อง กาฝาก (เสียงอ่านหลวงพ่อ) · ชุดที่ ๓ ลำดับ ๑๓ · ๔๐ นาที
ข้อความแปลงอัตโนมัติจาก PDF ต้นฉบับ (๗ หน้า) — อยู่ระหว่างตรวจทาน หากพบคำผิดโปรดเทียบกับ PDF ต้นฉบับ
เรื่อง กาฝาก
กาฝาก เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง
กาฝาก มิได้เจริญเติบโตเพราะตัวมันเอง
กาฝาก มิได้เจริญจากพื้นดิน
กาฝาก อาศัยเขา แต่ทำลายเขา
กาฝาก จะตายไปพร้อมกับต้นไม้ที่มันทำลาย
ข้าพเจ้าสังเกตดูต้นมะม่วง ๒ ต้น หน้าศาลาหอแจก แผ่กิ่งก้านสาขา มีใบดก ได้อาศัยร่มเงาเมื่อผ่านไปมามองดูใบของมันก็เย็นตา หน้าผลิดอกออกผลก็มีลูกดก แต่ปีนี้ผิดสังเกต กิ่งก้านของมันไม่ค่อยเจริญ กิ่งบางกิ่งเริ่มเฉา...เหมือนคนอมโรค... ข้าพเจ้าสังเกตดูมีพันธุ์ไม่ชนิดหนึ่งซึ่งกำลังงอกงาม ขึ้นตามกิ่งมะม่วงและกำลังขยายพันธุ์ออกไปเรื่อยๆ สิ่งนั้นเราเรียกว่า “กาฝาก” นั่นเอง มิน่าเล่าปีนี้ผลมะม่วงจึงไม่ดกเท่าทุกปี ข้าพเจ้าจึงรำพึงว่าเจ้านี่...อาศัยเขาอยู่ อาศัยเขาเจริญเติบโต พร้อมกับทำลายเขาให้ใกล้ตายเข้าทุกวัน จะเป็นประโยชน์แก่เขาสักนิดก็หาไม่
กาฝาก – เกิดที่ใด ย่อมเป็นภัยแก่พฤกษา
กาฝากยิ่งวัฒนา แต่พฤกษาเริ่มเฉาตาย
จึงพอจะกล่าวได้ว่า ศัตรูตัวร้ายกาจของต้นไม้ทุกชนิดก็คือกาฝากนี่แหละ คิดอีกที กาฝากเป็นศัตรูของต้นไม้บางต้น แต่คนเรานั้นเป็นศัตรูหมดทั้งป่า ...เขาทำลายราบเรียบเตียนโล่งไปมากต่อมาแล้ว น่าเสียดายป่าไม้ที่ถูกทำลาย
ระหว่างลูกกับพ่อแม่... จะมีบ้างไหมหนอ ที่ลูกเป็นคนเกเร ไม่เอาถ่าน คอยแต่จะล้างผลาญทรัพย์สินของพ่อแม่ ประพฤติชั่วช้าเลวทราม ทำลายคุณความดีของตัวเองและศักดิ์ศรีแห่งวงศ์ตระกูล
ระหว่างศิษย์กับครู จะมีบ้างไหมหนอ ที่ลบหลู่ดูหมิ่น เหยียบย่ำทำลาย ไม่รู้จักคุณค่าแห่งความดี ที่ ท่านอุตส่าห์สั่งสอนศิลปวิทยาให้...
ระหว่างนักบวชกับพระศาสนา จะมีบ้างไหมหนอ ที่ประพฤติตนเป็นคนนอกรีตนอกรอย เหยียบย่ำทำลายคำสั่งสอนของพระศาสดา มิได้ตั้งตนอยู่ในสมณะวิสัยอันเหมาะสมแก่เพศและภาวะที่ได้รับยกย่องจากชาวบ้าน
ถ้าสมมติว่าบุคคลประเภทนี้มีอยู่ เราก็พ อจะเรียกเขาว่า “คนกาฝาก” ได้มิใช่หรือ? แต่ถ้าหากไม่มี ก็นับว่าโลกนี้มีสันติสุขมากยิ่งขึ้นเป็นทวี
บ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่ได้สั่งให้ชำระกาฝากออกจากต้นมะม่วงจนหมดแล้ว ก็มานั่งรำพึงว่า เออ...นี่ ถ้าต้นมะม่วงมันพูดได้ มันคงจะกล่าวขอบบุญขอบคุณเสียยกใหญ่ มันจะกล่าวขอบคุณหรือไม่ก็มิได้สนใจ... แต่ข้าพเจ้าเกิดความสงสัยว่า อันกาฝากนี้เป็นสิ่งที่กาได้นำมาฝากไว้จริงหรือเปล่า ...เป็นเรื่องที่น่าคิด...เมื่อเรามาอยู่ที่นี้นานแล้ว ยังไม่เคยเห็นกามันถ่ายใส่กิ่งมะม่วงไว้สักที และยังไม่เคยมีใครมาพูดให้ฟัง แม้แต่จะบินมาเกาะก็น้ อยเต็มที ประการสำคัญเราสังเกตได้ว่า อันเมล็ดกาฝากที่มันสุก ไม่เคยเห็นกามันชอบกิน เห็นแต่นกตัวเล็กๆ พากันมากินลูกกาฝากไปพลาง ส่งเสียงร้องไปพลาง และมันก็พากันมาเกาะกิ่งมะม่วงแถวๆนี้ กระโดดโลดเต้นไปมาอยู่ทุกวัน แล้วเรายังจะเรียกพันธุ์ไม้นั้นว่า “กาฝาก” ทำไมกันจะเรียกมันว่า “นกฝาก” ไม่ดีหรือ? อะไรๆก็จะไปโทษกาเสียเรื่อยเชียว...
หรือจะเป็นเพราะมนุษย์รังเกียจกาดำ มันเคยทำระยำให้ลำบากหลายอย่าง จึงได้ตั้งชื่อพันธุ์ไม้ชนิดนั้นว่ากาฝาก... เราลองมาค้นหาความระยำของกาบ้างเป็นไร เพื่อจะได้ทราบเอาไว้ว่า กาทำอะไรไม่ดีบ้า ง นึกหาที่ไหนก็ไม่เห็น จะเป็นเพราะไม่มีผู้บอกกระมัง ก็เลยนึกถึงพระพุทธองค์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย เพื่อให้เกิดการสังวรในอันที่จะประพฤติตนให้เหมาะสมแก่หน้าที่ หลีกหนีความเลวทราม เพื่อความงามในจริยาวัตรปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานเป็นเบื้องหน้า ในครั้งนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า...
“ภิกษุทั้งหลาย กาเป็นสัตว์มีความเลวอยู่ ๑๐ อย่าง คือ
๑. กาเป็นสัตว์ทำลายความดี
๒. กาเป็นสัตว์หยาบคาย
๓. กาเป็นสัตว์ต่ำช้า
๔. กาเป็นสัตว์ไม่กรุณาปราณี
๕. กาเป็นสัตว์ทะเยอทะยาน
๖. กาเป็นสัตว์คะนอง
๗. กาเป็นสัตว์ร้องเสียงอึง
๘. กาเป็นสัตว์กินจุ
๙. กาเป็นสัตว์สะสมของกิน
๑๐. กาเป็นสัตว์ปล่อยสติ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุลามก(นักบวชลามก) เป็นผู้ลามก เช่นเดียวกับกานี่แหละ...”
พระพุทธองค์ไม่ทรงเห็นปักษีประเภทใด ที่มีความเลวมากเหมือนดังกา ฉะนั้นพระองค์จึงทรงตรัสเตือนนักบวชทั้งหลาย ให้สำนึกสังวรระวังต่อไป อย่าได้ทำ เลวเหมือนกา เพราะมันจะกลายเป็นภิกษุกาฝาก ความจริงแล้วภิกษุที่ประพฤติชอบก็มีอยู่มาก ซึ่งทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ สืบต่อพระศาสนา ซึ่งพระองค์ตรัสเรียกว่าภิกษุธรรมทายาท เป็นธรรมดาอยู่เองเมื่อมีของแท้ก็ย่อมมีของเทียมเข้ามาปน แต่ถ้าหากเราเอาหลักข้างบนเข้าไปจับเพียงข้อต้นและข้อสุดท้าย ในเมื่อเขาทำได้ ส่วนข้ออื่นๆ ก็เป็นของง่ายที่เขาจะทำต่อไป ขอท่านผู้อ่านจงได้พิจารณาเอาเองและพึงทราบไว้ว่า ป่าใดที่กาฝากขึ้นมาก ป่านั้นนับว่าจะสูญหาย สังคมในมีคนกาฝากมาก สังคมนั้นย่อมเดือดร้อนมีอันตราย
ถึงแม้กาจะเป็นสัตว์ต้อยต่ำ ทำความไม่ดีหลายอย่างถึงแม้กาฝากจะเป็นสิ่งทำลายต้นไม้ ก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าใดนักเพราะเรายังไม่เคยได้ยินว่า ฝูงกาทั้งหลายยกพวกเข้าประหัตประหารกันด้วยศาสตราอาวุธต่างๆ จนตายหมู่ตายพวก หรือสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์ จนถึงต้องตั้งงบประมาณเมื่อปราบกา ไม่เคยได้เห็นกาเข้า ปล้นฆ่าแย่งชิงทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่เคยเห็นกาประพฤติชั่ว อนาจารข่มขืน รังแกคนรักของใคร ไม่เคยเห็นกาเที่ยวโกหกหลอกลวงยุแหย่นินทาว่าร้ายใคร ไม่เคยเห็นกาดื่มสุราเมรัย สูบฝิ่น กินกัญชา กินขวดกินแก้ว เมาแล้วเที่ยวเกะกะระรานส่งเสียงดังจนหนวกหูชาวบ้าน ไม่เคยเห็น กาอ้างเอาศาสนาบังหน้า เที่ยวหลอกลวงชาวบ้าน เพื่อสร้างความสุขสำราญ สร้างความร่ำรวยแก่ตนเอง ความเดือดร้อนวุ่นวายที่กล่าวมา ฝูงกาไม่ได้ทำมิใช่หรือ แล้วใครล่ะเป็นผู้ทำ ไม่ต้องตอบท่านผู้อ่านก็รู้แล้วนี่ เมื่อเป็นเช่นนี้ยังจะมีหน้ามาพูดอวดว่าข้ามันดี เด่น ดัง และใจสูงกว่ากาเป็นไหนๆ น่าขันไหมท่าน ...
พูดไปพูดมา ท่านผู้อ่านจะคิดว่า เอ ... หมอนี่ท่าจะได้รับสินบนจากกา หรือมีกาเป็นพรรคพวก หรือไม่ก็มีเชื้อสายมาจากกากระมัง จึงได้พูดเข้าข้างกาดีนัก ... เปล่าเลย ข้าพเจ้าเป็นคนมีสัญชาติและเชื้อชาติไทย เหมือนท่านผู้อ่านนั่นแหละ
แม้แต่กาฝากที่เกิดตามต้นไม้ เรามองเห็นว่ามันเป็นอันตรายต่อต้นไม้ แต่เมื่อมันเกิด มันก็อาศัยต้นไม้เติบโต จนกว่าต้นไม้จะตายก็เป็นเวลานาน และมันมีเฉพาะบางต้นเท่านั้น มันไม่เคยทำลายป่า มันไม่มีปีกมีขาบินไปเดินไป หรือไม่มียานพาหนะขับขี่ไปทำลายป่าต่างๆ ปีหนึ่งๆ จะมีต้นไม้ตายเพราะกาฝากนั้นเพียงไม่กี่ต้น ส่วนผู้ที่ทำลายป่าจนทรัพยากรธรรมชาติต้องเสียหายอย่างยับเยินนั้น เป็นใครคงไม่ใช่กาฝากแน่ แล้วท่านคงจะคิดเห็นฉะนั้นเรื่องกาฝากทำลายป่า จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนกาฝาก คนประเภทนี้ลงได้ ทำลายความดี จะเป็นความดีของตน หรือหมู่คณะหรือของสังคมแล้ว เขาก็กลายเป็นคนหมดดีไป เพราะเขาไม่มีสติปัญญาพอจะรู้ว่า อะไรที่ควรทำไม่ควรทำ อะไรควรพูดไม่ควรพูด เขาย่อมเป็นคนใจต่ำ เห็นประโยชน์ส่วนตัว ใครจะเดือดร้อนช่างหัวมัน เป็นคนไร้เหตุผลมุทะลุดุดันเอาแต่ใจตัว เอง ทำอะไรพูดอะไร ไม่เกรงใจผู้อื่ น บ้านเมือ งใด มีคนแบบนี้มากๆ บ้านเมืองนั้น ก็กลายเป็นบ้านเมืองกาฝากไปย่อมเป็นอันตราย
นักบวชในพระศาสนาก็เช่นกัน ลงได้ขาดสติสัมปชัญญะ ย่อมไม่คำนึงถึงเพศภาวะของตน ไม่สังวรระวังถึงการกระทำและการพูดจา ไม่รักษาควบคุมใจ ปล่อยให้มั นไหลไปตามอำนาจกิเลสตัณหา เหินห่างจากการศึกษาและการปฏิบัติตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา ไม่สนใจค้นคว้าแสวงหาสัจจะธรรม ตามมรรคาที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนมุ่งมั่นแต่ศึกษาวิชานอกคำสอน ยิ่งศึกษา ยิ่งแสวงหาก็ดูเหมือนยิ่งเดินทางห่างไกลจากคำสอนออกไปทุกที มีความทะเยอทะยาน เห่อเหิม หลงใหล ไร้สังวร ชอบฉันและแสวงหาอาหารทั้งที่ควรและไม่ควร วิ่งเต้นหาและใช้บริขาร อันผิดวิสัยนักบวชจะพึงมีพึงใช้ และมักจะมีข้ออ้างว่า ศึกษาไปทำไปใช้ไป เพื่อเผยแผ่ และรักษาพระศาสนา ... การศึกษาส่วนมากสมัยนี้ แทนที่จะศึกษาเพื่อบรรเทาหรือทำลายทุกข์แต่ กลับเป็นการเพิ่มทุกข์มากยิ่งขึ้น
น่าสรรเสริญ น่ากราบไหว้บูชาท่านผู้สนใจการศึกษาพระปริยัติและปฏิบัติ เพื่อหาทางพ้นทุกข์ตามพุทธประสงค์ย่อมเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น ไม่ฝ่าฝืนพุทธบัญญัติรู้จักขจัดสนิมในใจให้น้อยลง จนกระทั่งให้หมดไปในที่สุด ไม่ตั้งจุดมุ่งหวัง เพื่อลาภสัก การะและเสียงเยินยอถึงจะพึงเกิด มีมาก็ถือเป็นเพียงโลกธรรม มิให้มั นครอบงำจิตจนวิปริตแปรผัน เพราะท่านยึดมั่นในพระพุทธดำรัสที่ทรงตรัสเตือนไว้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและเสียงเยินยอเป็นอันตรายที่ทารุณ แสบเผ็ด หยาบคายต่อการบรรลุพระนิ พ พาน อั น เป็ น ธรรมให้ ห ลุ ด พ้ น จากเครื่ อ งร้ อ ยรั ด ทั้ ง ปวง ซึ่ ง ไม่ มี ธ รรมอื่ น ยิ่ ง กว่า ด้ ว ยอาการอย่า งนี้เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักไม่เยื่อใยในลาภสักการะและเสียงเยินยอที่เกิดขึ้น อนึ่ง ลาภสักการะและเสียงเยินยอที่เกิดขึ้นแล้ว จะต้องไม่มาห่อหุ้มจิตของเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้อย่างนี้แล”
เราพอจะมองเห็นได้ว่า นักบวชที่ท่านได้ผ่านการศึกษามามากบ้าง น้อยบ้าง เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรงปฏิบัติสมควร เพื่อความพ้นทุกข์ ย่อมมีความงามทั้งส่วยมารยาทและน้ำใจ เปรียบเหมือนบุปผาชาติที่มีทั้งสีและกลิ่น ย่อมเป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้ได้พบเห็น จะอยู่ที่ใดย่อมทำให้ที่นั่นสงบ ร่มเย็น แม้ท่านจะละกิเลสตัณหาได้เพียงบางส่วน ย่อมปฏิบัติเพื่อดำเนินไปสู่ความหมดสิ้น ท่านจะพำนักอาศัยอยู่ในเมืองหรือในป่า ย่อมเป็นที่เคารพกราบไหว้บูชา ถึงแม้ท่านจะไม่ได้ประกาศว่าเป็นผู้รักษาพระศาสนาและเผยแผ่ธรรมก็ตาม คนผู้มีความยุติธรรมในใจย่อมทราบและเข้าใจได้ดี เพราะการทำที่ถูกต้องยังมีคุณค่ากว่าการประกาศก้องด้วยวาจา
กาฝากทั้งหลายที่กล่าวมา แม้มันจะทำให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนวุ่นวาย เป็นสิ่งที่ท่านผู้อ่านควรพินิจพิจารณาว่าควรจะรักษาให้มันเจริญต่อไป หรือว่าจะช่วยกันชำระสะสางให้เบาบางลง ก็สุดแล้วแต่จะคิด กาฝากเหล่านั้นล้วนแต่เป็นของภายนอก ส่วนกาฝากภายใน บางทีเราอาจจะมองข้ามไป เราควรจะค้นหามันให้พบ ไม่ควรจะให้มันหลบซ่อนบ่อนทำลายเรา จนเกิดความทุกข์และขยายเชื้อ แห่งความทุกข์ไปถึงคนอื่น ควรจะหาทางทำลายมันเสีย เพื่อความสงบสุขของเราเอง เพราะมันอยู่กับเรา บางทีเราหลงเลี้ยงมันไว้ สิ่งเหล่านั้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สนิมในใจ” ภาษาพระท่านเรียกว่า “กิเลสตัณหา” ว่าโดยขั้นมูลฐาน ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่เอง
อันว่าสนิมใจนั้นมันเกิดขึ้นที่ใจ เพื่อกัดกินใจทำลายใจให้เสื่อมจากคุณธรรม และยังชักนำใจเพื่อบงการให้ทำเพื่อความหายนะต่างๆ ธรรมดาใจของเราโดยทั่วไปเหมือนเหล็กธรรมดา ซึ่งพร้อมที่จะเกิดสนิมได้ทุกเวลาเราจึงจำต้องหมั่นเช็ดถูดูแลรักษาอยู่เรื่อยๆ และหาทางชุบใจให้กล้าด้วยการปฏิบัติธรรม อันจะนำไปสู่ความสบายพ้นจากการเช็ดล้างบ่อยๆ
สนิมข้อแรก ได้แก่ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อันเป็นความอยากที่เกินขอบเขต เกินกำหนดเวลาเกินฐานะ เกินภาวะและเกินหน้าที่ เกินสิทธิที่ควรจะได้ ที่ควรจะเป็น เรียกว่าเกินความพอดี ที่นี้เมื่อความอยากอันเป็นส่วนเกินมันแออัดอยู่ในใจ มันก็จะไหลออกมากเป็นการกระทำ การพูด เพื่อการโกง การกิน การลักขโมย การแย่งชิง เบียดบังจนถึงการปล้นฆ่า เพื่อให้ได้มาหล่อเลี้ยงความอยาก แล้วก็เพิ่มความอยากอีก ทำไปอีก ความอยากยิ่งขยายตัวพองขึ้นไปอีกไม่รู้จักจบสิ้น วิ่งไปเร็วและแรงยิ่งขึ้น เหมือนรถที่ไม่มีห้ามล้อ อันตรายยิ่งนัก
ลำพังความอยากที่เกิดขึ้นที่ใจ หากเรารู้จัก หักห้ามบังคับ ใคร่ครวญหาเหตุผล ไม่ปล่อยให้มันไหลออกไป เป็นการทำการพูด เพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น ความเดือดร้อนก็ไม่เกิดขึ้นได้ เปรียบเหมือนไฟในเตาที่เราใช้หุงข้าวต้มแกง เรารู้จักรักษาระดับความร้อนความพอดี ย่อมอำนวยประโยชน์ไพศาล ไฟเป็นของร้อนมีทั้งคุณและโทษ และเป็ นของจํา เป็ น ต้อ งใช้มั น แต่ เรารู้จั ก ระมั ดระวัง รั กษา ย่อ มกลั บ เป็ น ประโยชน์ ความอยากก็เหมือนกัน ถ้ามันอยู่ในขอบเขตของเหตุผล ย่อมเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์ ถ้าปล่อยให้มันเกินขอบเขต เกินพอดี มันก็เป็นการทำลาย ความทุกข์ความเดือดร้อนก็ตามมา
อีกอย่างหนึ่ง ความกำหนัดรักใคร่ ก็จัดเป็นสนิมใจด้วยเช่นกัน ถ้าเราไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ด้วยวิธีการที่ถูกต้องมันย่อมพาให้ประพฤติชั่ว อนาจาร นอกใจกัน นอกขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เป็นการทำลายเกียรติศักดิ์ศรีของตัวเอง ของวงศ์ตระกูล กลายเป็นคนไร้ศีลธรรมไป
สนิมประการที่สอง ได้แก่ ความโกรธ ความเกลียด ความหงุดหงิด ความอึดอัด คับแค้น ขัดเคือง มุทะลุดุดัน เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ฟังเหตุผลของผู้ใด ต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปตามความประสงค์ และอยู่ใต้อำนาจของตน เมื่อทุกสิ่งหรือบางสิ่งไม่เป็นไปตามเจตนา ก็พาลหาเรื่องสร้างความเดือดร้อนดังที่เราเห็นๆกันอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะมีสนิมเกาะกินใจมาก จึงขาดความเมตตาปรานี ไม่เห็นอกเขาอกเรา อันพิษของงูเห่าที่ว่าร้ายเป็นอันตรายต่อผู้อื่น แต่หาเป็นอันตรายต่อตัวเองไม่ แต่สนิมข้อนี้เป็นอันตรายทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นควรหาทางดับมัน โดยพยายามตั้งสติข่ม อดกลั้นมันไว้ โดยนึกในใจว่า โอ...ไฟกำลังไหม้เรา และกำลังจะแลบออกไปเผาคนอื่น สิ่งอื่นร้อนจัง ร้อนจริง ทิ้งๆมันไป...
สนิมประการที่สาม ได้แก่ ความหลง ไม่รู้ตามสภาพความเป็นจริง โดยหลงไปว่าชีวิตเราจะยืนนาน ไม่แก่ไม่เจ็บ ไม่ตายง่าย หลงในวัยคิดว่าเรายังหนุ่มยังสาวเสมอไป หลงในร่างกายคิดว่าสวยงาม จะไม่มีโรคภัยเบียดเบียน รวมทั้งหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หลงในสมบัติทรัพย์สินต่างๆ นึกว่าสิ่งเหล่านี้มันจะอยู่กับเราและเป็นของเราตลอดไปไม่จืดจาง เห็นคนอื่นจนกว่า ต่ำกว่า ด้อยกว่า อ่อนแอกว่า ...จึงนึกกระหยิ่มใจ คิดดูถูกเหยียดหยาม จนถึงกับแสดงให้เห็นด้วยกิริยาอาการและวาจา เขาหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน จะต้องมีวันจาก มีวันแยก มีการแตกสลายสูญหายไปในที่สุด เมื่อถึงคราวแยกแตกสลายไปจริง ก็เกิดความทุกข์พิไรรำพันเที่ยวโทษคนนั้นคนนี้ ตลอดถึงโทษผีสางนางไม้และสิ่งอื่นๆ นอกตัวออกไป มาทำให้เป็นไป ทั้งนี้ก็เพราะสนิมคือ โมหะ ความมืด หรือความหลงผิดนั่นเอง คนที่ตกอยู่ในความมืดที่ขาดแสงสว่าง ย่อมมองไม่เห็นสิ่งใดๆ ภัยอันตรายต่างๆ คนร้ายสัตว์ร้าย ย่อมอาศัยความมืดเป็นฉากกำบัง เพื่อรวมกำลังทำอันตรายแก่ผู้อื่น ส่วนคนเราถ้าใจมืดแล้ว ย่อมทำความเลวร้ายได้นานัปการ อย่างชนิดที่คนดีทำไม่ได้ สนิมคือความหลง เป็นจอมบงการที่ยิ่งใหญ่เป็นรากเหง้าตัวสำคัญ ความโลภความโกรธจะเกิดมีได้ เพราะอาศัย โมหะความหลงเป็นรากแก้ว เป็นผู้คอยสนับสนุน ฉะนั้นจึงควรทำการขับไล่ความมืด คือตัวโมหะ ด้วยการทำความเข้าใจให้รู้จักโทษของมัน มีความพินิจพิจารณาแสวงหาธรรม ด้วยการศึกษาและการปฏิบัติ หัดให้เป็นผู้มีสติรู้เท่าทันตามเป็นจริง ความสงบความสุข จึงจะเกิดมีได้
ธรรมดาเหล็กย่อมเกิดสนิมได้ง่าย เพราะมันยังไม่กล้า ยังไม่เคยผ่านการชุบด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้องมา ใจที่ยังมีสนิมเกาะกิน ก็เพราะเป็นใจคนอย่างธรรมดา ยังไม่เคยผ่านการชุบหรือเคยผ่านมาแต่ยังไม่ถูกวิธี หรือชุบยังไม่ได้ที่ อันโรงงานชุบด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้องนั้น พระพุทธองค์ได้สร้างและทำเป็นตัวอย่างมานานแล้ว แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ในปัจจุบันผู้จัดการส่วนมาก ที่รับถ่ายทอดมาจากพระองค์เปลี่ยนวิธีการเกือบจะกล่าวได้ว่า ตรงกันข้ามกับที่พระองค์ทรงพาทำมาแทนที่จะเป็นโรงงานชุบใจให้กล้าเพื่อป้องกันให้พ้นจากสนิมกลับเป็นโรงงานเพิ่มสนิมเสียมากมาย หรือจะเป็นเพราะท่านผู้จัดการสมัยนี้คิดว่า วิธีการที่พระพุทธองค์ทรงใช้มาเป็นของเก่าแก่คร่ำครึล้าสมัย สู้วิธีการสมัยใหม่ไม่ได้ มันดีกว่า ดังกว่า เด่นกว่า นำสมัยกว่า ทันโลกแห่งกิเลสกว่า ...ก็สุดแต่ท่านผู้มีปัญญาจะพิจารณาเอาเองเถิด
มีท่านผู้หนึ่งเคยปรารภกับข้าพเจ้าว่า “สมัยนี้พุทธบริษัทได้เปลี่ยนแปรผัน เปลี่ยนสภาพไปตามกฎของอนิจจัง คล้ายกับบริษัทปั้นตุ่มปั้นไห มีชื่อบอกไว้ชัด แต่คนงานของบริษัทส่วนมากพากันไปเผาถ่าน...เลยพากันดำมอมแมม ไปเกือบหมด” จริงหรือเปล่า ข้าพเจ้ามิได้รับรอง
ในฐานะที่ท่านทั้งหลาย หวังประโยชน์จากพระธรรมคำสอนของพระศาสดา เป็นผู้รักษาพระศาสนาร่วมกัน ได้เห็นอะไรขาดตกบกพร่องในพระศาสนา ควรจะหาทางช่วยกันปรับปรุงรักษามิใช่หรือ ... หรือจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ยึดอุเบกขาธรรมเป็นที่พึ่ง ขอได้โปรดพิจารณา
ได้บรรยายความไม่ดีของกา และกาฝากมาพอสมควร ทำให้ เกิดคำถามว่า “กาเป็นสัตว์เลวอย่างเดียวหรือ หรือว่าพอมีอะไรดีอยู่บ้าง” คิดไปคิดมา ตามประสาคนคิดมากก็พอบอกได้ว่า กายังมีความดีอยู่บ้าง ดังจะขอหยิบยกมากล่าวต่อไปคือ
๑. กาเป็นสัตว์รักพวกพ้อง
๒. กาสามารถร้องบอกชื่อตน
๓. กาตื่นแต่เช้า หากินไกลๆ
๔. กาบินไปจับต้นไม้ใด มักเหลียวหลัง
๕. กากลับคืนรังยามค่ำ
๖. กาต้อยต่ำก็ยังมีศีล
คนสมัยก่อนยังสอนไว้ว่า “จงเอาเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา” เป็นคำสอนที่ให้ข้อคิดว่า กายังมีอะไรดีๆอยู่ พอจะเอามาอวดพวกมนุษย์ที่คิดว่าตนมีใจสูง มิใช่หรือ
แม้เราจะประณามกาว่า เป็นสัตว์ต้อยต่ำ แต่กาก็ยังรักพวกพ้อง มันไม่ทะเลาะวิวาท ฆ่ากันตีกัน ไม่แตกความสามัคคี ไม่ทรยศต่อพวกไปเที่ยวคบคิดปักษีเหล่าอื่น พามาทำลายพวกเดียวกัน คนเราเสียอีกยังทำอะไรบางอย่างต่ำกว่ากา กาถึงจะเป็นสัตว์ต่ำ สัตว์เลยเพียงใด มันก็ยังกล้ายอมรับ กล้าร้องบอกว่า ฉันเป็นกา (ฉันเป็นสัตว์ไม่ดี)
มนุษย์เรา เมื่อทำผิดบกพร่องเสียหาย มีใจกล้าหาญยอมรับผิดโดยไม่หลีกเลี่ยงแก้ตัวว่า ข้าทำผิดข้าเป็นคนไม่ดี จะมีอยู่สักกี่คน แม้แต่ถูกศาลตัดสินเข้าคุกแล้ว ถ้าเราไปถามว่าต้องโทษอะไร ก็มักพูดว่า เขาหาว่าลักทรัพย์ เขาหาว่าปล้นฆ่า ฯลฯ...
ยิ่งพวกอยู่นอกคุกยิ่งแล้วใหญ่ เขาหาทางหลบหลีกพูดแก้ตัว ปกปิดความชั่วของตนไว้ไม่กล้าสารภาพตามเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ยังมีหน้าไปดูถูกกาได้อีกหรือ เมื่อคนเราทำผิดทั้งๆที่ตัวเองก็รู้ แต่ไม่ยอมรับว่าตนผิดเมื่อไม่ยอมย่อมไม่คิดจะแก้ไข เลยกลายเป็นคนทำผิดยิ่งขึ้นไปอีก และเป็นภัยแก่เพื่อมนุษย์และสัตว์มากมายนัก
นักปราชญ์ย่อมสรรเสริญบุคคลที่ทำอะไรผิดพลาดแล้วยอมรับผิด กล้าพูดตามเป็นจริง เมื่อเขาสำนึกผิดได้ เขาย่อมหาทางแก้ตัวได้ จึงกลายเป็นคนดีที่ควรเห็นใจ พระพุทธองค์ทรงสอนให้สาวกกล้ารับผิด ในเมื่อตนทำผิด โดยประกาศตนต่อหน้าบุคคล หรือสาธารณะ หรือสงฆ์ และให้ผู้รับฟังบอกว่า ควรสังวรต่อไปน๊ะ เขาก็รับว่าจะระมัดระวังด้วยความมีสติควบคุมต่อไป... พิธีนี้เรียกว่า ปลงอาบัติหรือแสดงอาบัตินั่นเอง แต่ภิกษุพุทธสาวกสมัยนี้จะมีเวลาสำรวจตรวจสอบตัวเอง แล้วปลงอาบัติให้ถูกต้องตามความหมายหรือเปล่าไม่ทราบ หรือท่านไม่มีเวลา เพราะเอาเวลาไปทำกิจนอกแบบ เอาในฝักใฝ่ศึกษาหาความรู้ตามวิทยาการสมัยใหม่ ให้ทันโลกทันสมัยเสียหมด เลยไม่สนใจในการสำรวจตรวจดูตัวเองว่า ทำถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติหรือไม่ เรื่องนี้พระคุณท่านที่เป็นนักบวชนั่นแหละย่อมทราบเฉพาะตนอยู่แล้ว
กามันบินไปจับต้นไม้แล้วเหลียวหลัง ก็เป็นกิริยาที่มันนึกทวนตรวจสอบสิ่งที่มันได้ผ่านมาแล้วว่า ดีร้ายเพียงใดนั่นเอง การกระทำดังนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์ต้องทำต้องใช้และทันสมัยอยู่มิใช่หรือ
ผู้ใดตื่นแต่เช้าลุกขึ้นทำงาน หรือออกจากบ้านไปทำงานที่เป็นประโยชน์ กลับเวลาค่ำ ก็แสดงอยู่ว่าผู้ นั้นเป็นคนขยันในการประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ กล่าวได้ว่า เขาเก่งเหมือนกา แต่คนที่ตื่นสาย บ้างก็หลบหลีกงานขาดงาน แต่เวลาสิ้นเดือนเวลารับเงินเดือน ไม่ยอมหลบหลีกและไม่ยอมให้ขาดจำนวน คนประเภทนี้ก็มีอยู่มิใช่น้อย จึงพอจะเรียกเขาว่า “คนที่ยังไม่เก่งเท่ากา”
ข้อที่ว่า กาต้อยต่ำก็ยังมีศีล บางท่านอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ ศีลบ้าบออะไร ศีลกา มีอย่างที่ไหน กามีศีลด้วยหรือ ข้อนี้หากเราจะพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ไม่เป็นคนหวงศีลจนเกินไป ย่อมเห็นได้ไม่ยาก
อันธรรมดาคนที่ตั้งใจทำความดี รู้จักระมัดระวัง ในการทำและการพูดอยู่เสมอๆ เมื่อเราเอาหลักของศีล๕ เข้าไปวัดดูจะเห็นว่าไม่มีอะไรผิด เราก็พอจะเข้าใจได้ว่า เขาเป็นคนดีมีศีลมิใช่หรือ หรือเราจะรับรองแต่เฉพาะคนที่ไปพูดไปขอ ไปรับปฏิญาณจากพระภิกษุ ว่าจบไปทั้ง ๕ ข้อ โดยมิได้ปฏิบัติตามเท่านั้นว่า เป็นคนมีศีล ศีลคือการทำที่ถูกต้องมิใช่หรือ เราจะไปขอจากใครกัน คนอื่นให้ไม่ได้ เราต้องทำเอง ส่วนคนอื่นเป็นเพียงผู้แนะให้เรารักษากายวาจาของเราเพื่อให้มีศีล คือการทำการพูดที่ไม่ผิด เพราะการทำดี ดีกว่าพูดแล้วไม่ทำ
ทีนี้เรื่องกามีศีลหรือไม่นั้น ท่านผู้อ่านลองตั้งคำถามๆตัวเองว่า เคยเห็นกากินเหล้าเมาสุรา สูบฝิ่ นกัญชาสูบเฮโรอีนหรือเปล่า เคยเห็นกามันเที่ยวโกหกพกลม หลอกลวง กล่าวนินทาว่าร้ายบ้างไหม กามันประพฤติล่วงเกินลูกเมียใครบ้าง เคยเห็นกามันยกพวกเข้าประหัตประหารกัน เตรียมสร้างศาสตราวุธไว้ทำลายกัน เคยเห็นกามันฉ้อโกงแย่งชิงเอาทรัพย์สินของผู้ใดบ้าง แล้วเราเป็นมนุษ ย์มีใจสูงแล้วก็ย่อมทำได้ โดยไม่เอาการทำของเขามาเป็นเครื่องวัดดอกหรือ หากเราเก็บเอาคำถามเหล่านี้มาคิดบ่อยๆ เราอาจพบคำตอบที่ถูกต้องได้ในวันหนึ่งเป็นแน่ อนึ่ง เรื่องในชาดกต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะสงสาร เพื่อบำเพ็ญความดีมุ่งการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ไม่ว่าพระองค์ทรงเกิดเป็นสัตว์ประเภทใดก็ตาม ชาดกรับรองไว้ว่า พระโพธิสัตว์มีศีล ๕ บริสุทธิ์เป็นประจำ ศีล ๕ ของท่านในชาตินั้นๆ ท่านไปรับจากคนอื่นหรือเปล่า ลองคิดดู โดยความจริงแล้วในเมื่อเขาทำไม่ผิด แม้เขาจะไม่มีการโฆษณา ก็ชื่อว่าเขาทำถูกต้องมิใช่หรือ
กรรมของกา ข้าพเจ้าเคยได้ยินผู้ใหญ่หลายคนท่านทราบเรื่องดีได้เล่าให้ฟังว่า กาเป็นสัตว์ที่น่าสงสารอยู่อย่างหนึ่ง คือ ถึงเวลามันออกไข่ ไข่ไว้ในรังได้ประมาณ ๓–๔ ฟอง เมื่อออกเที่ยวหากิน ก็จะมีนกกาเหว่าแอบมาไข่ฝากเอาไว้ แล้วมันจะคาบเอาไข่ของกาไปกิน เรียกว่า ทำลายหลักฐาน มิให้กาสงสัยเมื่อกากลับมา โดยมากนกกาเหว่าจะไข่ฝากไว้ประมาณ ๑-๒ ฟองเท่านั้น เมื่อกากลับมา ด้วยความไม่รอบคอบ มองดูไข่ในรังก็มีเท่าเดิมก็มิได้สงสัยอะไร มันคงภูมิใจที่มันคิดว่าจะมีลูกกาไว้สืบตระกูลไปภายหน้า ต่อมามันก็ตั้งใจฟักให้เป็นตัว อุตส่าห์บินไปคาบเอาอาหารมาเผื่อเอาเหยื่อมาป้อน จนลูกอ่อนในรังโตวันโตคืนปีกกล้าขาแข็ง บินได้แข็งแรง พอกาจะดูออกว่า อ้าว...เรานึกว่าจะมีแต่ลูกแท้ กลับมีลูกฝากมาปนหรือนี่ ลูกนกกาเหว่าดูเหมือนจะรู้เชิงโดยสัญชาตญาณคงจะคิดว่าเมื่ อเขารู้ว่ามิใช่ลูก ตัวอาตมาจะอยู่ไปให้เขาหมั่นไส้ทำไม บินไปหาแดนอิสระดีกว่า ไปเที่ยวร้องเพราะๆ ให้พวกมนุษย์ฟัง ลูกนกกาเหว่าจะรีบบินหนีจากแม่กาทันที ตอนนี้แม่กาจะคิดอย่างไร ยังตอบไม่ได้
ดังนั้นกาจึงมิใช่จะไปฝากเขาท่าเดียว แต่กลับถูกเขาฝากเข้ามั่ง ดูเหมือนจะยิ่งทำงานหนักทั้งฟักทั้งเลี้ยงท่านผู้อ่านที่เคยได้ยินนกกาเหว่าร้องแล้วชอบใจ โปรดเห็นใจกาดำบ้าง ก่อนจบขอฝากท่านด้วยคำว่า ...
“เอาอย่างกา พาทำ สิ่งต่ำช้า
จงค้นหา ให้พบ หลบหลีกหนี
เอาเยี่ยงกา พาทำ ซึ่งความดี
ทำเต็มที่ ยิ่งประเสริฐ ล้ำเลิศแล”
อุตส่าห์ฟัก อุตส่าห์เลี้ยง เปลืองอาหาร
ด้วยสงสาร เมตตา ว่าลูกแน่
พอโตขึ้น เป็นกาเหว่า ลูกเปลี่ยนแปร
ไม่แยแส บินหนีไป ไกลแม่กา...
เขมจิตฺตภิกขุ
๑๔ ส.ค. ๒๕๑๗