ธรรมสามรส
ช่างหล่อ ผู้ชาญฉลาด
พระมงคลกิตติธาดา (อมร เขมจิตฺโต)
แสดงธรรมแก่พุทธบริษัท ในโอกาสถวายพระพุทธรูป
ที่บ้านก่อฮาง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี
วันที่ 19 มกราคม 2528
ฟังเสียงประกอบเรื่องนี้เรื่อง ช่างหล่อผู้ชาญฉลาด (เสียงอ่านหลวงพ่อ) · ชุดที่ ๓ ลำดับ ๑๒ · ๓๓ นาที
ข้อความแปลงอัตโนมัติจาก PDF ต้นฉบับ (๖ หน้า) — อยู่ระหว่างตรวจทาน หากพบคำผิดโปรดเทียบกับ PDF ต้นฉบับ
ญาติโยมทั้งหลาย การที่ทุกท่านได้มาร่วม มาประชุมกันในที่แห่งนี้ ก็เพราะในจิตใจของแต่ละท่านนั้น มีแต่บุญแต่กุศล คิดแต่ในทางที่ดีงาม จึงได้มีโอกาสมาในงานถวายพระพุทธรูป ซึ่งเจ้าภาพผู้มีจิตศรัทธาบริจาคได้ถวายในครั้งนี้
การที่ท่านทั้งหลายได้มีชีวิตยืนยาวมาถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีปัจจัยหลายๆอย่างเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงส่งเสริมสนับสนุนชีวิต แต่ปัจจัยทั้งหลายถ้าหากเป็นปัจจัยภายนอกจะเลี้ยงได้เพียงส่วนร่างกาย ทำให้มีกำลัง มีชีวิตอยู่ไปเพียงวันหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ถ้าหากขาดปัจจัยภายในคือ คุณธรรม อันเป็นเครื่องกำกับหล่อเลี้ยงจิตใจ คนผู้นั้นก็จะเป็นคนมีคุณค่าน้อย จะเป็นคนเป็นมนุษย์ก็เพียงร่างกาย แต่จิตใจจะขาดหลักวิธีการ เรียกว่า ขาดอาหารหรือขาดโอสถทางธรรมจะกลายเป็นคนจิตใจแห้งเหี่ยว ไม่เบิกบาน โมโห โหดร้ายทารุณ มุทะลุดุดัน ในเมื่อจิตใจเป็นอย่างนี้ ก็จะพากายไปทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามเกิดทุกข์โทษได้ เพราะกายอยู่ภายใต้อำนาจของจิตใจ
ญาติโยมทั้งหลาย เห็นพระพุทธรูปองค์ใหม่ ซึ่งคณะเจ้าภาพได้ตั้งเด่นอยู่ในปะรำเหลืองอร่ามอย่างนี้ มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนเรานั้นถ้าหากเป็นคนมีปัญญาควรพินิจพิจารณา จะได้ฟังธรรมะ จะได้เห็นธรรมะ หรือได้อาหารใจอยู่ทุกหนทุกแห่ง หลวงพ่อชาท่านได้ให้ข้อคิดว่า คนเราได้พินิจพิจารณา จะได้เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า จะได้มีอาหารของจิตใจ หรือมีปัญญาภายในเป็นปัจจัยที่ห้า มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง อันนี้ ฟังแล้วดูเหมือนจะไม่ใช่ แต่อาตมาอยากจะให้น้อมใจของทุกคนเข้าสู่ปะรำพิธีของเรานี้ อยู่ด้านซ้ายมือของอาตมานี้คือ พระพุทธรูปปางคันธาระราษฏร์ มือหนึ่งหงายหย่อนลง อีมือหนึ่งยกขึ้นแบไปข้างหน้าเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าปางที่พระพุทธองค์จะเสด็จดำเนินไปข้างหน้า และญาติโยมเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่า พระพุทธรูปองค์นี้มาจากไหน มาจากต้นพระพุทธรูป กิ่งพระพุทธรูปหรือผลของพระพุทธรูป
เรามาหาธรรมะอย่างง่ายๆ กันเสียก่อน ธรรมะนี้แหละจะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงเป็นเครื่องส่งผล เป็นเครื่องรักษาใจของเรา ให้มันรู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักผิดรู้จักถูก รู้จักควรไม่ควร ธรรมดาของทองนั้น ถ้าเป็นก้อนทองเปล่าๆ ก็ไม่น่ากราบไม่น่าไหว้ แม้จะก้อนใหญ่เพียงใดก็ตาม เพราะไม่เป็นรูป ถ้าหากว่า ทองก้อนนั้นนำไปปั้นเป็นลิง เราก็ไม่ไหว้อีกนั่นแหละ เอาไปหล่อเป็นรูปวัวรูปควาย ก็ไม่น่ากราบไหว้อีกนั่นแหละ เอาไปหล่อเป็นรูปหมารูปม้า ก็ไม่น่ากราบไหว้อยู่ดี พระพุทธรูปองค์นี้ได้มาจากเศษทองหรือทองหลายๆ แผ่น หลายๆก้อน นำมารวมกัน อาศัยช่างผู้ฉลาดนำทองทั้งหลายที่ไม่ดี ไม่สวยไม่งามเหล่านั้น เอาเข้าเบ้าหลอมให้เหลว ส่วนไหนที่เป็นเศษเป็นสนิมเขาก็จะตักออก เหลือแต่เนื้อทองเหลวๆ จากนั้นเขาไปปั้นรูปพระพุทธรูปขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นปางยืน ปางนั่ง ปางลีลา หรือปางคันธาระราษฏร์อย่างนี้ ก็จะปั้นเป็นรูปขึ้นมา เพราะว่าพระพุทธรูปนั้นจะสวยจะงามนั้นไม่ใช่ เพราะมีแต่คนยกยออย่างเดียว
มีนักปราชญ์ท่านสอนไว้ว่า พระพุทธรูปจะสวยจะงามเพราะมีคนติที่ดี มีคนคอยติให้ ถ้าหากเขาไม่ติให้ก็ต้องจ้างเขามาติ ตรงนี้ควรจะทำอย่างนี้ ตรงนั้นควรจะทำอย่างนั้น เมื่อติได้รูปได้สัดได้ส่วนแล้ว ปั้นหุ่นเป็นดินเสร็จแล้วเอาขี้ผึ้งสดขึ้นหุ้มให้ได้รูปได้เนื้อตามลักษณะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอาดินมาพอกอีกครั้งหนึ่ง มีโครงเหล็กหุ้ม เอาไปเผาไฟให้ขี้ผึ้งไหลออกมา จะเหลือเป็นโพรง เมื่อเป็นโพรงแล้ว ก็หลอมทอง เศษทองทั้งหลายเอามาจากทิศใต้เหนือ ตะวันตกตะวันออก หลอมให้เป็นเนื้อทองเดียวกันจนเหลว จึงหล่อพระพุทธรูป โดยเททองลงไปในเบ้าตามรูปที่นายช่างผู้ฉลาดปั้นไว้แต่งไว้ เทลงไปจนเต็ม
เมื่อเต็มแล้ว นำไปกะเทาะเบ้าหล่อออกก็เป็นรูปทรง แต่ว่ายังไม่เสร็จเรียบร้อยดี ยังไม่น่าดู จะต้องอาศัยช่างผู้ฉลาดช่วยขัดช่วยถู ช่วยตกช่วยแต่ง ใช้ตะไบเล็กตะไบใหญ่ขัดหรือในปัจจุบันใช้เครื่องขัดไฟฟ้ามาขัด แล้วใช้น้ำยาขัดอีกจนกว่าจะสำเร็จ ฉะนั้น พระพุทธรูปจึงมาจากเศษทองหรือมาจากทองหลายๆแผ่น โดยอาศัยช่างผู้ฉลาดเป็นคนปั้น เราทั้งหลายนับถือพุทธศาสนามานาน ช่างหล่อผู้ฉลาดคือใคร ช่างหล่อผู้ฉลาดผู้ยิ่งใหญ่ คือพระพุทธเจ้า รองลงมาคือ พระอรหันตเจ้า พระอริยเจ้า และครูบาอาจารย์ผู้ช่างคิด ผู้ชาญฉลาด เอาเราเข้ามาเคี่ยวมาต้ม เอาเรามาขัดมาเกลา เอาเรามาปั้นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา การต้มทองเขาไม่ได้ใช้ความเย็น เขาใช้ความร้อนเพราะฉะนั้น ระเบียบวินัยจึงเป็นเครื่องขัดที่จะทำให้เราเป็นพระ
พระพุทธรูปภายนอก เมื่องสร้างเสร็จแล้วก็เป็นที่ชื่นใจ ดีใจที่ได้กราบได้ไหว้ได้เห็นก็พอใจ เป็นพระพุทธรูปภายนอก เราสร้างองค์สององค์ก็พอ แต่ข้อที่สำคัญ พระพุทธรูปภายใน คือ ใจของเรานี่สิ ถ้าใจของเราไม่เป็นพระ แม้จะมีพระพุทธรูปกี่ร้อยองค์ก็ช่วยเหลืออะไรเราไม่ได้ เป็นแต่เพียงเราได้กราบได้ไหว้เท่านั้น บางคนมิหนำซ้ำยังไปอ้อนวอนอธิษฐาน ขอให้ช่วยเหลือเสียอีก พระพุทธรูปท่านจะช่วยเราได้อย่างไร พระพุทธรูปก็คือ รูปของท่านพระศาสดาเอก ผู้สอนให้เราทำดี พูดดี คิดดีเท่านั้น เราเห็นพระพุทธรูป ก็เปรียบเหมือนกับที่เราเห็นรูปปู่ย่าตายายหรือรูปพ่อแม่ของเรา เมื่อท่านจากไปแล้ว รูปไม่ใช่พ่อแม่ของเราจริงๆ แต่เป็นเพียงตัวแทนของพ่อแม่ เรานึกถึงท่าน ก็เพราะนึกถึงความดีของท่าน
พ่อแม่ของเราหรือปู่ย่าตายายของเรา เมื่อท่านจากไปแล้วก็เหลือแต่รูปของท่าน พ่อแม่คือใคร คือผู้สร้างเรามา ผู้พาเราเติบใหญ่ พ่อแม่คือ ผู้ปั้น ผู้สร้างผู้เลี้ยงดู ผู้รักษา ผู้ปรารถนาให้ความสุขความเจริญแก่เรา ถ้าเห็นรูปของพ่อแม่ของเรา ก็คิดเห็นแต่ความดีที่ท่านสอน ท่านหวังให้เราเป็นอย่างไร หวังให้เรามีความสุข ความเจริญความก้าวหน้า เราควรจะทำอย่างไร ถ้าเราทำตามความมุ่งหวังความต้องการของพ่อแม่ ก็เป็นการนับถือพ่อแม่ การนับถือพระพุทธเจ้า นับถือพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน มีความจำเป็นที่ต้องกราบพระพุทธรูปแล้วนึกถึงคำสอนของท่าน
ก่อนที่พระพุทธองค์จะปรินิพพาน พระอานนท์ได้ถามพระพุทธองค์อยู่ใต้รมไทรต้นสาละทั้งคู่ว่า “ถ้าหากพระองค์ปรินิพพาน(ตาย)ไปแล้วนั้น พวกกระผมจะได้ใครเป็นครูเป็นอาจารย์พอได้กราบไหว้ได้เป็นที่พึ่งและจะตั้งผู้ใดเป็นศาสดาแทน” พระพุทธองค์ไม่ได้ตั้งคน ไม่ได้ตั้งพระเถระองค์ใด พระพุทธองค์ท่านบอกว่า “อานนท์เอ๋ย ธรระอันใดที่เราได้แสดงไปแล้ว วินัยหรือศีลอันใดที่เราบัญญัติไว้แล้ว ธรรมะและวินัยอันนั้นแหละเมื่อเราจากไปแล้วจะเป็นครูเป็นอาจารย์เป็นศาสดาแทนเรา เมื่อพวกเธอเข้าถึงศีลถึงธรรมก็ชื่อว่าผุ้นั้นได้เข้าถึงเราให้พากันจำไว้” นี่เองเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในรูปของคำสั่งสอน
ความจริงพระพุทธรูปนี่ ถ้าตามหลักฐานที่อาตมาได้อ่านมา มีขึ้นเมื่อประมาณหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วหกร้อยหรือเจ็ดร้อยปี แต่ก่อนไม่ปรากฏว่ามีสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเขาเรียกว่า ยุคพุทธกาล คนสมัยนั้น รู้จักการสร้างสรรค์ รู้จักการหล่อหลอมชีวิตหล่อหลอมจิตใจของตนเอง มีความสนใจในการฝึกหัดจิตใจนั่งสมาธิเป็นหลัก มีศีลมีธรรม ไม่สนใจในรูปเคารพ เขาสนใจในข้อธรรมะ จึงพากันออกบวช ถือว่าอายุพอควรก็ไปบำเพ็ญธรรมหรือนั่งสมาธิ ไปบำเพ็ญธรรมอยู่ตามป่าตามเขาตามถ้ำตามรู พระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นใจสมัยนั้น เป็นสมัยค้นคว้าปัจจัยภายใน คืออาหารของจิตใจ ยาของจิตใจ เป็นปัจจัยที่ห้า คือ ธรรมะ แต่ละคนมุ่งเพื่อจะแสวงหาสัจธรรมหรือโมกขธรรมเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งระยะพระพุทธองค์ประกาศพระศาสนา พระพุทธองค์ก็เน้นถึงหลักการฝึกหัดกายวาจาและจิต เรื่องกายและจิตเป็นของสำคัญ มันจะดีหรือไม่ดีมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่กายกับใจนี่แหละ จะเป็นคนดีก็เอาอันนี้แหละไปทำ ถ้าจะพูดตามแบบก็เอาสามอย่าง คือ เอากาย เอาวาจา เอาใจไปทำ จะชั่วก็เอากาย เอาวาจา เอาใจนี่ไปทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว จะเจริญก็เอากาย เอาใจนี่ไปทำให้เจริญ
ฉะนั้น สมัยพระพุทธองค์อุบัติขึ้นมาประกาศคุณธรรม จึงให้เข้าถึงธรรมะอันแท้จริง โดยเฉพาะให้รู้จักวิปัสสนากรรมฐาน ถือหลักปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ รู้จักพิจารณา รู้จักอารมณ์ที่มากวนใจ นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออกหรือจะเพ่งอะไรก็ตาม แต่วิธีที่ง่ายที่ดีไม่เปลืองสิ่งของ คือ กำหนดลมหายใจเข้าออก สมัยพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์อยู่ ทรงสั่งสอนภิกษุสามเณร ญาติโยมทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ธรรมะที่เราสนใจมากที่สุดก็คืออานาปานสติภาวนา คือการกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออก”
นักปราชญ์ตอนหลังท่านให้กำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก กำหนดให้มีพุทโธ พุทเข้า โธออกอย่างหลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา เคยพาทำมา เมื่อเราอยู่ได้ด้วยอานาปานสติเป็นส่วนมาก จะเป็นอุบายระงับอารมณ์ไม่ดี เป็นอุบายสร้างสรรค์จิตใจให้หนักแน่น สุขุมรอบคอบมีเหตุผล “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าหากมีเจ้าลัทธิใดๆสงสัยมาถามพวกเธอว่า วันหนึ่งๆ ตถาคตอยู่ได้ด้วยการทำอะไร ให้เธอตอบเขาไปว่า วันหนึ่งๆ เราตถาคตอยู่ได้โดยอานาปานสติภาวนา” กำหนดลมหายใจเข้าออก เพราะว่าเป็นอุบายเป็นวิธี
เรื่องการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี่ เป็นสิ่งซึ่งไม่ต้องสิ้นเปลืองไปหารูปหาเสียงมาเป็นอุบาย เพราะเราหายใจอยู่แล้วทำไปๆ จะเป็นการสร้างกำลังใจ ทำให้จิตใจของเราหนักแน่นอย่างพวกฝรั่งที่เคยมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา เรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกก็มี จนกระทั่งได้ไปตั้งสาขาอยู่ที่อังกฤษ แตกออกเป็นหลายสาขา ประมาณสี่ห้าแห่ง แต่แห่งใหญ่ที่สุดคือ อาจารย์สุเมโธ อาจารย์สุเมโธมีจดหมายมานิมนต์อาตมากับอาจารย์จันทร์ที่อยู่อำเภอเขื่องใน ให้ไปเปิดสำนักปฏิบัติธรรมใหม่ ในเดือนพฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ไปแทนในนามหลวงพ่อชา พร้อมกับพระเถระทางกรุงเทพฯ อย่างในออสเตรเลียอาจารย์ชาคโรก็ไปเผยแผ่ เอาไปจากไทย เอาไปจากหลวงพ่อชา ถ้าหากเรามาคิดว่าอานาปานสติมีความสำคัญอย่างไร ให้คิดว่าฝรั่งทำไมเขาถึงมาสนใจศาสนาของเรา สนใจหลวงพ่อชา ยอมหลวงพ่อชาเพราะอะไร อาตมาอยากให้ญาติโยมทั้งหลายได้ข้อคิด ความจริงพื้นฐานความรู้ของหลวงพ่อชาฝ่ายโลก ท่านเรียนจบเพียงชั้นประถมหนึ่ง สมัยนั้นโรงเรียนประถมศึกษามีเพียงประถมสามเมื่อท่านมาบวช ท่านศึกษาจนจบนักธรรมชั้นเอก ผุ้ที่จบประถมหนึ่งกับนักธรรมชั้นเอกก็มีหลายท่านแต่ว่าไม่ได้เป็นอาจารย์ของฝรั่งหรอกนะ ธรรมดาคนเรานั้น จะเอาลูกไปเรียนหนังสือหรือตัวเองจะไปเป็นลูกศิษย์จะหัดอะไรก็ตาม หัดมวยหรือหัดวิชาใดก็ตาม ผู้ที่จะเป็นครูเป็นอาจารย์เรานั้นจะต้องดีกว่าเรา เหนือกว่าเรา เราจึงจะยอม ฉะนั้น ฝรั่งไม่ใช่คนโง่เขาสนใจ
อาตมาเคยถามพระฝรั่งที่มาบวชว่า เหตุที่ท่านสนใจศาสนาพุทธท่านเคยสนใจตำราเล่มใด หรือพบเห็นครูบาอาจารย์ท่านใดมาก่อน เขาบอกว่า ผมเคยอ่านพระไตรปิฎกจบมาห้าเที่ยว ผมเคยอ่านพระไตรปิฎกจบมาแล้วสามเที่ยว สองเที่ยว ครั้งหนึ่งผมได้พบครูบาอาจารย์ สนทนากันเรื่องตำรับตำราในอังกฤษก็มีอยู่มาก เรื่องทฤษฎีพวกผมไม่ต้องการ พวกผมต้องการภาคปฏิบัติ จึงได้พากันมาและยุติลงที่หลวงพ่อชานี้แหละ ครูบาอาจารย์อื่นก็มีมาก เขาบอกว่าอยู่ประเทศของเขายังไม่มี แต่ขณะนี้กำลังขยายไป หลวงพ่อชานั้นถ้าหากเอาความรู้ทางโลกมาวัดกับพวกญาติโยมที่นี่ หลวงพ่อชาท่านด้อยกว่าเราในทางทฤษฎีทางฝ่ายโลก หรือจะเอามาวัดกับครูบาอาจารย์ผู้เป็นมหาเปรียญ หลวงพ่อชาท่านก็ด้อยกว่าในด้านปริยัติ แต่สำหรับด้านปฏิบัตินั้น หลวงพ่อท่านก็คงไม่ด้อยกว่าผู้ใดจึงเป็นที่เคารพนับถือ เป็นที่กราบไหว้ เป็นที่เชื่อถือของคนทั้งหลาย เพราะหลวงพ่อฝึกอานาปานสติและธรรมอื่นๆ หลักการอื่นๆ เสริมขึ้นมา ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพวกเราได้มาร่วมงานถวายทานและสร้างพระพุทธรูปในครั้งนี้ก็ให้พึงพิจารณา แม้แต่ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ก็เคยมาหาหลวงพ่อชาหลายครั้งเพื่อมาสนทนาธรรม และบางคนซึ่งมีความรู้สมัยใหม่ก็หันมาสนใจการประพฤติปฏิบัติ เพราะว่าเมื่อเรามีโอกาสได้มาฝึกฝนจิตใจ ให้จิตใจมันหนักแน่น รอบคอบ มีเหตุมีผล มีความอดทน อดกลั้นได้ เราเรียกว่าจิตใจซึ่งมีพระอยู่ข้างใน คือมีพระธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เป็นเครื่องส่งเสริม เป็นเครื่องป้องกัน เป็นเครื่องสนับสนุนให้ชีวิตของเราทั้งหลายเจริญก้าวหน้า
มาพูดเรื่องพระพุทธรูปอีกที เรื่องคนอ้อนวอนพระพุทธรูป ตั้งแต่อาตมายังเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพ อยู่ฝั่งธน ครั้งหนึ่งได้พากันไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปได้ยินเรื่องเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องน่าคิดมาก เรื่องคนนับถือพระพุทธรูป นับถือพระศาสนาไม่ถูกทาง ดูเหมือนอาตมาเคยให้ข้อคิดมาหลายปีแล้ว มีหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ห่างจากกรุงเทพไปไม่ไกลเท่าใดนัก แกแอบรักสาวอยู่คนหนึ่ง ฐานะของสาวก็ค่อนข้างดีพอสมควร แต่ว่าพ่อหนุ่มคนนี้แกเป็นคนเกียจคร้าน ไม่ทำงานเป็นหลักแหล่ง ทั้งที่เป็นชาวนาอยู่ก็ตามไม่สนใจในการทำนา มีแต่เที่ยวเตร่ สำมะเลเทเมา คบคนคบเพื่อนไม่เลือกหน้า อบายมุขเข้าครอบงำหลายๆอย่างแต่ว่าแกไปหลงรักสาวคนที่ว่านี้ ไปคุยไปแอ่วแต่ละครั้ง ผู้หญิงที่เขามีมารยาทเขาก็พูดด้วย แม้เขาจะไม่รักไม่ชอบเขาก็พูดด้วยดี
ต่อมา มีข้าราชการหนุ่มมาติดต่อสาวคนนั้น ชายคนนี้ได้ยินข่าวว่า อีกไม่นานเขาจะมีพิธีหมั้น วันหนึ่งแกได้นำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปในโบสถ์ ไปอธิษฐานว่า “สาธุพระเจ้าใหญ่ บัดนี้ลูกช้างลูกม้ากำลังเดือดร้อน ลูกช้าขอบนบานให้พระเจ้าใหญ่ช่วยรักษาและช่วยลูกช้างด้วย เวลานี้สาวคนรักกำลังเปลี่ยนใจไปรักหนุ่มข้าราชการขอให้พระเจ้าใหญ่ช่วยเหลืออย่าให้มีการหมั้น อย่าให้ข้าพเจ้าพรากจากสาวคนนี้ ถ้าหากว่าพระเจ้าใหญ่ไม่ช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะลงโทษพระเจ้าใหญ่น๊ะ” พระพุทธรูปก็เฉย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เสร็จแล้วหนุ่มคนนั้นก็กลับบ้าน ต่อมาไม่ถึงสัปดาห์หนุ่มข้าราชการกับสาวคนรักก็หมั้นกันจริงๆ
หมั้นกันเสร็จเรียบร้อย หนุ่มคนนั้นรู้สึกโกรธมาก ได้ถือมีดอีโต้แบกไปจะทำร้ายพระเจ้าใหญ่ พอเข้าไปในโบสถ์เวลาประมาณสามทุ่มเศษๆ ก็ต่อว่าพระเจ้าใหญ่ทำไมไม่รักษาสัจจะ บอกแล้วบนบานศาลกล่าวแล้ว ถ้าสำเร็จจะให้หัวหมูบายศรี นี่ไม่สำเร็จ ไม่ได้ต้องทำโทษพระเจ้าใหญ่ ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นเหยียบหน้าตัก เงื้อมีดอีโต้ฟันจนหูพระพุทธรูปขาด พระสร้างด้วยปูนใหญ่หน้าตักเกือบ ๒ เมตร ฟันอีกครั้งที่สองกลางหน้าผาก บังเอิญมีพระได้ยินเลยลงมาดู เห็นเข้าจึงไปนิมนต์เจ้าอาวาสและพระเณรมาดู ตีฆ้องตีกลองให้ญาติโยมมาดักจับ จับได้แล้วไปแจ้งความกับผู้ใหญ่บ้าน พ่อแม่รู้เรื่องรู้สึกอับอายขายหน้ามาก เพราะว่าลูกชายติดอบายมุขแล้วยังไมทำโทษพระพุทธรูปอีก นี่เพราะอะไร เพราะชายหนุ่มคนนี้จะให้พระพุทธรูปช่วยเหลือหมดทุกสิ่งทุกอย่างกระนั้นหรือ ไม่รู้จักว่าพระพุทธรูปคือใคร คือรูปใคร เขาเรียกว่านับถือแบบลงนรก พอเขาจับมาไว้ถึงรุ่งเช้าเขาจะนำตัวไปส่งอำเภอ เอาพ่อแม่มารับทราบ ถามเขาดู เขาก็รับสารภาพตามตรงว่าได้ทำผิดจริง พ่อกับแม่แทบจะแทรกแผ่นดันหนี อับอายชาวบ้านชาวเมือง ตั้งแต่เป็นคนธรรมดามันก็ไม่เอาการเอางาน มีแต่มาแบมือของเงินใช้ ไปกินเหล้าไปเล่าไพ่ เที่ยวผู้หญิง ผลสุดท้ายมาสร้างเรื่องน่าอับอายขึ้นมาอีก แต่ว่าน้ำใจของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ลูกจะชั่วอย่างไรก็ตาม ก็ยังอ้อนวอนขอชาวบ้านชาวเมืองรวมทั้งเจ้าอาวาส จะขอซ่อมแซมพระพุทธรูปให้ มันทำไปโดยไม่รู้เรืองอะไร มันเป็นลูกของข้าพเจ้า ข้าพระเจ้าไม่อยากให้มันติดคุกติดตะราง จะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะขอชดใช้ให้พวกทายกทายิกา ผุ้ใหญ่บ้าน เจ้าอาวาสก็เลยยกโทษให้ ถือว่ามันทำครั้งหนึ่งครั้งเดียวแล้วพากันถามว่า ที่มาทำโทษพระเจ้าใหญ่เพราะอะไร เพราะว่าผมผิดหวัง ผิดหวังอะไรก็ไต่สวนกันไป
นี่จะเห็นได้ว่า การงานไม่ทำอยากไปเป็นลูกเขยเขาใครเขาจะเอา ผู้หญิงเขามีหูมีตา มัวแต่เล่นอบายมุขไปบนบานศาลกล่าว ถ้าพระเจ้าใหญ่ท่านเออออด้วยก็ค่อยยังชั่ว นี่ท่านเฉยอยู่ ฟันจนหูขาดหน้าผากแตก อาตมาไปเที่ยวดูตอนนั้นยังไม่ได้ซ่อมเลย เรื่องพึ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆ เวลาผ่านไปยังไม่ถึงเดือน ผลสุดท้ายพ่อแม่ต้องยอมซ่อมพระพุทธรูปให้ และทางคณะกรรมการวัดยังได้ตกลงให้ชดใช้ค่าเสียหาย ค่าเหยียบย่ำทำลายพระประธานสองพันบาท สมัยนั้น พ.ศ. ๒๔๙๔ – ๒๔๙๕ สองพันบาทคงมากโขอยู่
อาตมาเลยได้ข้อคิดว่า น้ำใจของพ่อแม่ท่านเป็นพระจริงๆ ลูกจะทำผิดทำชั่วอย่างไร ก็มีแต่คุ้มครองรักษาอาลัย ห่วงใย ถ้าอาตมาเป็นพ่อแม่ อาจจะให้เขาเอาไปขังก็ไม่รู้แต่ก็ไม่แน่ พอเป็นจริงๆ อาจจะสงสารลูกก็ได้ นี่คืออะไรเล่า แสดงว่าคนนับถือพุทธศาสนา นับไม่ถือ ถือไม่นับ ถือสะเปะสะปะ เอาแต่เขาจะพาทำ ไม่มีเหตุมีผล ไม่พิจารณา คุณค่าประโยชน์จึงไม่เกิดขึ้นมา
อันนี้อาตมาเอาเรื่องเขามาเล่า ไม่ใช่เอามานินทา แต่เอามาให้ญาติโยมทั้งหลายพิจารณา การนับถือพุทธศาสนานั้นก็คือ รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนอะไรบ้าง ถือ คือ นำคำสอนไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เหมือนกันกับเรานับเงินนับได้เท่าไหร่ เอาใส่กระเป๋าแล้วถือไว้ ไปทางไหนก็ได้จับออกมาใช้จ่าย อย่าให้ใครเขามาล้วงเอา อย่าให้มันเสียหาย อาตมาจึงขอฝากญาติโยมทั้งหลายไว้พิจารณา ชีวิตของคนเรานั้นจะมีประโยชน์มีคุณค่า เพราะการกระทำของเราเป็นเครื่องชี้บอก การกระทำต่างๆ จะเป็นการกระทำทางกาย การพูด ทางวาจาก็ตามมันมาจากใจพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าคนเรานี้มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นนาย สิ่งทั้งหลายสำเร็จมาจากใจ ถ้าหากใจมันดี มันก็จะทำแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์เป็นความจริง ทำแต่เรื่องที่สร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม เราทั้งหลายชีวิตของเราเกิดขึ้นมา จนกระทั่งอายุผ่านมาถึงเพียงนี้ ก็ด้วยปัจจัยเครื่องหล่อเลี้ยงที่เป็นกุศล ที่ญาติโยมได้บำเพ็ญมา ช่วยส่งเสริมให้ญาติโยมมีอายุมั่นขวัญยืนมีลูกมีหลานที่ดี
การทำความดีต้องทำหลายๆแนวทาง เหมือนกับต้นไม้ใหญ่ ไม้ยืนต้นไม้เนื้อแข็ง มันมีทั้งเปลือก กระพี้และแก่น เช่น ต้นยูง ต้นยาง ต้นตะเคียน ต้นสัก ต้นแดง และต้นอื่นๆ อีกเยอะแยะ มันมีเปลือกมีกระพี้และมีแก่นคนเราก็เหมือนกันเปรียบไปแล้วเหมือนการทำบุญก็มีสามระดับ หรือทำบุญให้เกิดสามชั้น หนึ่ง เปลือกบุญ คือการเสียสละสิ่งของให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ต่อคนยากจนต่อพระศาสนา ที่สร้างพระพุทธรูปขึ้นมา ก็เป็นวัตถุอันสำคัญชั้นนี้เราจะทำบุญแต่ชั้นเปลือกมันคงไม่พอหรอก จะต้องทำบุญถึงชั้นกระพี้ด้วย นั่นคือ การรักษากายรักษาวาจาของเราให้เรียบร้อย ไม่สร้างเวรสร้างภัยแก่ผู้อื่นหรือสัตว์อื่น แต่เดินตามทางแห่งศีลห้าหรือศีลแปด ศีลสิบถึงศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ด ให้มันเหมาะสม นี่ก็เป็นการสร้างกระพี้บุญ ตัวกระพี้บุญนี่แหละจะเป็นตัวไปสร้างแก่น ถ้ามันมีกระพี้แล้วมันจะมีแก่น แต่ต้องอาศัยเปลือกเป็นเครื่องห่อหุ้มไว้ เมื่อมีแก่นแล้วก็เป็นต้นไม่ใหญ่ ไม่ต้องถามหรอกว่ามีกระพี้และมีเปลือกหรือไม่ ฉะนั้นให้พึงคิดว่าเราได้พระพุทธรูปมา เรามีโอกาสได้สร้างพระพุทธรูปกับเขาก็มาอนุโมทนาสาธุการยินดีด้วย หรือส่งเสริมคนอื่นก็แสดงว่าเราเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญด้วยกัน
เมื่อเห็นคนอื่นทำดีแล้วก็ส่งเสริมยินดีด้วย เป็นลักษณะของพระพรหม พระพรหมเป็นผู้มีความรักหวังดีต่อคนและสัตว์ทั้งมวล มีความสงสาร หาทางช่วยผู้อื่น มีความยินดีในเมื่อคนอื่นทำดี ได้ดี วางตัวเป็นผู้ใหญ่ไม่เข้าคนนั้นออกคนนี้ ในเมื่อมีการผิดพ้องหมองใจกัน เขาเรียกว่า มีคุณธรรมอเนกเป็นพระประจำใจ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎกตอนหนึ่งว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากว่าท่านอยากได้น้ำมนต์ น้ำที่มีแก่นสาร มีประโยชน์พึงสนใจน้ำทั้งสองอย่าง คือ ขันติเมตโตทกัง น้ำคือความอดกลั้น ความอดทนและความเมตตา ถ้าผู้ใดมีธรรมะสองข้อนี้ เป็นพระประจำใจ ท่านผู้นั้นจะได้ชื่อว่ามีน้ำมนต์อยู่ตลอดไป” ฉะนั้น จึงขอฝากญาติโยมทั้งหลายไว้พิจารณา อาตมาขออนุโมทนาให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการสร้างพระพุทธรูปขึ้นในครั้งนี้ มีความสุข ความเจริญยิ่งขึ้นเทอญ
อันช่างหล่อ มีปัญญา น่ายกย่อง
เก็บเศษทอง มากมี มารวมหมู่
หล่อหลอมเป็น พุทธรูป น่าชมดู
น่าเชิดชู น้อมนบ เคารพบูชา
ใจของเรา หากหล่อหลอม ด้วยคุณธรรม
ย่อมงามล้ำ สวยดี มีคุณค่า
จากที่เป็น ปุถุชน คนธรรมดา
ยังเปลี่ยนมา เป็นอริยะ พุทธองค์
พระภายนอก บอกกันสร้าง อย่างเหลือหลาย
พระภายใน(ธรรมะ) ลืมนึก ลืมสร้างสรรค์
พระภายใน สร้างดวงใจ เลิศสำคัญ
พบสุขสันติ์ ร่มเย็น เป็นสุขดี.
เขมจิตฺตภิกขุ
๑๙ มกราคม ๒๕๒๘