ธรรมสามรส
ไก่กรรมฐาน
ฟังเสียงประกอบเรื่องนี้เรื่อง ไก่กัมมัฎฐาน (เสียงอ่านหลวงพ่อ) · ชุดที่ ๓ ลำดับ ๑๔ · ๒๔ นาที
ข้อความแปลงอัตโนมัติจาก PDF ต้นฉบับ (๕ หน้า) — อยู่ระหว่างตรวจทาน หากพบคำผิดโปรดเทียบกับ PDF ต้นฉบับ
ไก่กรรมฐาน มิได้หมายถึงอาหารที่สำเร็จมาจากไก่ เช่น ไก่ต้ม ไก่ตุ๋น ไก่จ๋า ไก่ย่างฯลฯ แต่อย่างใดเลยผู้เขียนหมายถึงไก่ที่ยังมีชีวิตเป็นๆ อยู่นี่แหละ ที่เรามองมันอย่างมีความหมายในแง่ให้ข้อคิดข้อธรรมะแก่เรา และบางทีอาจจะเป็นอาจารย์สอนธรรมะแก่เรา เรียกว่า สอนกรรมฐานแก่เราได้มาก แต่ถ้าเรามองเพียงผิวเผิน ก็จะมีความเข้าใจเพียงเป็นสัตว์ดิรัจฉานชนิดหนึ่งเท่านั้น
ที่วัดป่าวิเวก(ธรรมชาน์) มีลูกไก่ผสมอยู่คู่หนึ่ง พ่อของมันเป็นไก่ป่า แม่ของมันเป็นไก่บ้าน ได้นำมาจากวัดหนองป่าพงเมื่อประมาณปีเศษ ขณะนี้กำลังขยายพันธุ์ออกเรื่อยๆ ไก่มีอะไรดีๆหลายอย่าง ที่มันช่วยเตือนสติข้าพเจ้าให้สำนึกในหน้าที่ มีความอดทนพากเพียรเสียสละ และให้อภัย มิใช่เพื่อแสวงหาปัจจัยเพื่อเลี้ยงชีวิตเพียงวันๆเท่านั้น ถ้าเรามองดูมันเพียงขนก็เห็นว่ามันงามน่าดู แต่ถ้าเราเอาไปขาย เขาคงเอาชั่งน้ำหนักซื้อขาย มิได้คำนึงถึงขนว่างามหรือไม่งาม พูดมาถึงตอนนี้ ทำให้นึกถึงป้ายแผ่นหนึ่งซึ่งเขียนติดไว้ที่ต้นมะม่วงหน้าศาลา ความว่า...
ไก่มีขน คนเห็น ชมว่าสวย
คนเราด้วย มักดี เพราะมีศีล
ราคาสัตว์ มีจำกัด เท่าชีวิน
คนมีศีล ยิ่งเพิ่มค่า ราคาคน...
ไก่มีขนมองดูก็สวยดี แต่ถ้าถอนขนออกก็หมดความสวยและใกล้ความตายเข้าไปทุกที มีราคาจำกัด ขึ้นลงตามที่ตลาดต้องการ เราจะเอาไปประดับตกแต่งด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แล้วเอาไปขาย ราคาก็ไม่เพิ่มไม่มีใครซื้อเพราะมันแต่งไม่ขึ้นซึ่งต่างจากคนเรามาก คนเราถ้าไม่แต่งก็หมดราคา ยิ่งแต่งด้วยความรู้และความดีมากเท่าไรราคาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การแต่งต้องแต่งทั้งกายและใจ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เหมาะสมแก่เพศ แก่วัย แก่ฐานะของตน จึงจะน่าดูแต่การแต่งใจด้วยศีลธรรมนั้น แต่งได้ทุกคนมิได้เลือกเพศและวัย และทำให้เพิ่มความงามทุกกาลเวลา ทั้งเมื่อแต่งแล้วเป็นประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวมจริงๆ พูดมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงป้ายอีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งเขียนเพื่อเตือนสติไว้ว่า...
แต่งร่างกาย ภายนอก เพียงแพรพรรณ
ไม่กี่วัน ร่วงโรย ตามสังขาร
การแต่งใจ ด้วยศีลธรรม ยิ่งยืนนาน
มิเลือกกาล หนุ่มหรือแก่ งามแน่เอย...
อันเสื้อผ้าอาภรณ์ เป็นของใช้เหมาะเฉพาะเพศ เฉพาะวัยใช้ไม่ได้โดยทั่วไป การแต่งแต่กายก็มิได้เพิ่มราคาความเป็นคนขึ้น เพราะถ้าทางในมันเน่า(มิได้แต่งกายใน) เขาย่อมทำลายตนเอง ทำลายสังคม ทำลายประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ง่ายมาก เพราะใจเขาขาดศีลธรรมนั่นเอง เรียกว่าคนแต่งภายนอกประเภทโลงผี อันหีบศพที่เขาแกะสลักลวดลาย ประดับด้วยดอกไม้สดดอกไม้แห้งอย่างสวยงาม ถ้าเรามองอย่างผิวเผินมันก็งามดี น่าเอา น่าดู แต่ถ้ามองทะลุเข้าไปถึงข้างใน จึงรู้ว่าความเน่านั้นซ่อนอยู่ซึ่งพร้อมที่จะเน่าต่อไป และส่งกลิ่นเหม็นออกมาสู่จมูกได้ทุกโอกาส ฉะนั้นเมื่อเราไปในงานศพ จึงไม่นิยมชมชอบหีบศพ และการประดับตบแต่งหีบศพเท่าใดนัก เพราะเรารู้ธาตุแท้ของมันว่า ความงามข้างนอกเป็นเพียงสิ่งพรางตาชั่วขณะเท่านั้นเอง คนที่แต่งแต่กาย มิได้แต่งใจก็มีสภาพเหมือนโลงผีนี่เอง...
แต่ถ้าหากคนเรารู้จักฝึกหัด กาย วาจา ใจ ให้อยู่ในระบอบขอบข่ายแห่งศีลธรรม ทำให้สูงขึ้นด้วยคุณธรรมต่างๆ ย่อมจะไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใครๆ กลับจะเป็นประโยชน์แก่พืช สัตว์และคนที่เข้าใกล้ ฉะนั้น คนที่มีน้ำใจก็เพราะรู้จักแต่งใจแต่งกายส่วนใน เมื่อแต่งแล้วเขาสามารถเป็นผู้นำของครอบครัว ของประเทศชาติศาสนาที่จะนำไปสู่ความเจริญ ความก้าวหน้าและร่มเย็น แต่งให้ดีๆ ก็สามารถเปลี่ยนภาวะจากปุถุชน เป็นพระอริยเจ้าพระอรหันต์เจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทีเดียว พูดถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงป้ายเตือนสติอีกแผ่นหนึ่งภายในวงกลมกลางลานวัดซึ่งเตือนไว้ว่า...
อันสตรี ไม่มีศีล ก็สิ้นสวย
บุรุษด้วย ไม่มีศีล ก็สิ้นศรี
เป็นนักบวช ไม่มีศีล ก็สิ้นดี
ข้าราชการ ศีลไม่มี ก็เลวทราม.
ไก่จะงาม งามดี เพราะมีขน
ความงามคน งามดี เพราะมีศีล
หมาไร้ศีล ใครเล่า เขาจะนินท์
คนไร้ศีล มิใช่หมิ่น ร้ายกว่า...
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ บางทีผู้อ่านอาจนึกไม่ชอบหน้าผู้เขียน “อะไรกันวะ ร้ายกว่าหมา” ขอกระซิบถามว่า...ท่านเป็นคนจริงใช่ไหม ต้องการความจริงและของจริงใช่หรือเปล่าหรือต้องการของปลอม เรื่องจะเอาของเน่า (กิเลส)ขึ้นมาอวดนั้นต่างคนก็ต่างมีกันมากๆทั้งนั้น ถ้าเราพิจารณาภาษิตสองบทข้างบนให้ดี โดยไม่มัวแบกโลกแห่งตัวกูของกูจนหนักหน่วง ย่อมพอมีทางทราบความจริงได้
อันมนุษย์ชายหญิง จะเป็นนักบวชหรือชาวบ้าน ถ้าไม่มีศีลเสียอย่าง ความเป็นคนก็หมด เหลือเพียงซากความเป็นคน สามารถทำความพินาศฉิบหายได้มากมายร้ายแรงยิ่งกว่าพวกสัตว์มันทำเสียอีก
ไก่ที่วัดป่าวิเวกธรรมชาน์ มันสอนธรรมให้ผู้เขียนหลายอย่าง พูดถึงที่อยู่อาศัยมันก็เกาะกิ่งไม้ ยอดไม้นอนตามสบาย ถ้าเห็นว่าจะมีอันตราย มันก็ย้ายไปนอนที่อื่นเวลาฝนตกก็นอนหนาวทนฝน ซุกหัวเข้าใต้ปีกนอนคืนหนึ่งฝนตกหนักมีลมปั่นป่วน ขณะที่ตัวเองกำลังดึงผ้าห่มมาห่ม จิตก็พลันนึกถึงเพื่อนร่วมป่า เวลานี้เพื่อนของเราเขาอยู่กันอย่างไรหนอ จึงลุกขึ้นหยิบไฟฉายกั้นร่มเดินไปเยี่ยมเพื่อนส่องไฟดูเห็นเพื่อขนเปียกหมด ทำตาปริบๆเอียงหน้ามามองคล้ายจะถามว่า “เป็นไงเพื่อนสบายกว่ากันมากเชียวน๊ะ” นึกสงสารไก่ที่เป็นเพื่อนร่วมป่า เขามีชีวิตลำบากกว่าเราจริงๆ พูดถึงอาหารการกิน มันก็หากินมด กินปลวกและเศษอาหารที่เราเททิ้ง มีความเป็นอยู่เพียงวันๆ มิได้สะสมอะไรไว้เลยมีความอดทนเป็นเลิศ ไม่มีเครื่องใช้ไม้สอย ไม่มีเครื่องครัว เพียงกินอาหารหายใจ กลัวตาย สืบพันธุ์ไปตามธรรมชาติหาปัจจัยสี่ด้วยลำแข้ง ไม่มีการเดินขบวนปลุกระดมมวลไก่ ไก่จะไม่เทียวคบปักษีอื่นๆ มาทำลายพวกพ้องของมันเอง
สิ่งที่น่าสรรเสริญก็คือน้ำใจของไก่ มันทำงานตรงต่อเวลา ไม่ว่าแดดจะออกฝนจะตกหนาวแสนหนาวมันก็ขันของมันได้ตามเวลา บางทีเราต้องพึ่งเสียงของมันแทนนาฬิกาเสียอีก เวลาดึกดื่นคนเรากำลังนอนหลับสบาย ไก่มันตื่นขึ้นมาขันบอกเวลาเป็นระยะๆ คนเสียอีกตื่นทีหลังไก่ เมื่อทำงานหนักเช่นนี้ก็มิเคยจะได้รับค่าจ้างรางวัลอะไรจากเรา มิได้เคยเรียกร้องสิทธิเสรี หรือขึ้นเงินดาวเงินเดือนอะไรเลย ตรงข้ามบางคนกลับเอาเปรียบไก่จับไก่ไปชนกัน เพื่อความสนุกสนานหรือประโยชน์ส่วนตัว เอาไปขายไปทำลายชีวิตเพื่อเป็นอาหาร คิดดูให้ซึ้งแล้วก็น่าสงสารมาก
ชีวิตมนุษย์ที่อุบัติขึ้นมา จำต้องอาศัยพึ่งพาพ่อแม่และผู้มีพระคุณ ให้ความอบอุ่น อุปการะ เลี้ยงดูจนกว่าจะช่วยตัวเองได้ จะต้องเกี่ยวเนื่องด้วยผู้อื่นในด้านปัจจัยสี่และด้านวิชาความรู้ จึงจะเอาตัวรอดได้ คิดดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ ต้องพึ่งแม่ของมันจนกว่าจะช่วยตัวเองได้ แม่ไก่มีความห่วง ลำบาก หวังดี อดทนเพื่อลูกของมันฉันใด พ่อแม่ของเราก็มีความห่วงอาลัย หวังดีต่อเราฉันนั้น คนเราถ้าหากเป็นผู้รู้จักหน้าที่ การงาน สร้างตัวสร้างชีวิตตามสมควรแก่ฐานะและหน้าที่ ไม่ลืมบุญคุณของผู้มีพระคุณหาทางแทนคุณท่านตามโอกาส ย่อมจัดว่าเป็นบุคคลที่ควรสรรเสริญ พูดมาถึงตอนนี้ทำให้นึกถึงป้ายเตือนสติแผ่นหนึ่ง เขียนเตือนไว้ว่า
อันร่มไม้ ชายคา ที่อาศัย
เราอย่าไป ทำลาย ให้วายวุ่น
ทั้งพ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้มีคุณ
เนรคุณ ท่านเหล่านี้ อัปรีย์คน
เพราะชีวิตเราจะต้องพึงพาอาศัยสิ่งอื่นและคนอื่นคอยช่วยเหลือคุ้มครอง จึงจะผ่านพ้นอันตรายไปได้แม้แต่ต้นไม้ริมทางเวลาแดดร้อนยังได้อาศัยร่มเงาของมัน ยิ่งเป็นพ่อแม่และญาติมิตร ตลอดทั้งครูบาอาจารย์ เราต้องอาศัยท่านทั้งด้านอาหารเครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัยยารักษาโรค ตลอดทั้งอาศัยศึกษาเล่าเรียนความรู้จากท่านอยู่มาก จนกว่าเราจะสามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ ถ้าเราเนรคุณสถานที่เหล่านั้น เราก็หมดความเป็นคนหมดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เหลือแต่ซากผีซึ่งมีเพียงวิญญาณของสัตว์เข้าแทน แล้วความเดือดร้อน ความหายนะต่างๆ อะไรบ้างจะตามมา
แม้แต่นักบวชก็เช่นกัน หากไม่รู้บุญคุณของพระศาสนา ไม่รู้จักคุณค่าของศีลธรรมและจริยธรรม ที่พระศาสดาทรงตรัสสอน อาศัยพระศาสนาบังหน้า เพื่อความอยู่ดีกินดี เพื่อกอบโกยให้ร่ำรวย เพื่อความเพลินสนุกสนาน เพื่อหลอกตัวเองและชาวบ้าน ฝ่าฝืนต่อพุทธบัญญัติ ขาดความเคารพคารวะ ไม่คำนึงถึงเพศและภาวะของตน ทำนอกรีดนอกรอยยิ่งนานวันก็ยิ่งเพิ่มความหลงงมงายยิ่งขึ้น สร้างความพอใจในลาภสักการะ ที่ชาวบ้านเขายื่นให้ มิได้มุ่งเพื่อปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสสอน ก็จัดว่าเป็นนักบวชจัญไรเช่นเดียวกัน
ส่วนท่านผู้บวชเพื่อศึกษาปริยัติธรรม แล้วนำไปปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ตามพุทธประสงค์ ดำรงตนเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นนั้นก็ยังมีอยู่มาก ย่อมเป็นผู้ควรได้รับการเคารพกราบไหว้สักการะ จากสาธุชนโดยทั่วไป แม้แต่เราเข้าใกล้ท่านก็จะได้รับความเบาใจ ได้รับฟังข้ออรรถข้อธรรมจากท่าน ก็สามารถน้อมนำไปปฏิบัติตามให้เกิดสันติสุขแก่ตนเองได้ดี เรียกว่า เป็นนักบวชที่ดีก็ยังพอหาได้ แต่รู้สึกว่านักบวชประเภทข้าวสาร มีปริมาณยังไม่สมดุลกับนักบวชประเภทแกลบ ทั้งๆที่ข้าวสารกับแกลบก็มาจาแหล่งเดียวกัน คือข้าวเปลือก ถึงตอนนี้ทำให้นึกถึงภาษิตเตือนสติที่ต้นไม้อีกแผ่นหนึ่ง ที่ว่า
บวชเพื่อกิน อิ่มอุทร นอนเหมือนสัตว์
บวชเพื่อเล่น สารพัด ดั่งชาวบ้าน
บวชเพื่อหลง ยิ่งโง่ ยิ่งบวชนาน
หวังนิพพาน บวชแล้ว บำเพ็ญธรรม...
เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๘ พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จธีรญานมุนี ได้มีเมตตาไปเยี่ยมวัดหนองป่าพง หลังจากถวายภัตตาหารเช้าเสร็จแล้วท่านได้ให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณรและญาติโยม มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า “สมัยพุทธกาล การบวชเข้ามามุ่งสู่การปฏิบัติธรรมทั้งนั้น จะมีการศึกษาก็อยู่ในข่ายแห่งการปฏิบัติ เพื่อการปฏิบัติธรรม...แต่มีผู้แต่งตำราขึ้นมาตอนหลังๆบอกว่า บวชเข้ามาต้องทำทางคันถธุระ เรียนคัมภีร์และทำทางวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติอีกทางหนึ่ง เขียนแล้วไปยัดให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้พูด...”
ข้าพเจ้ามิได้มีการคัดค้านการศึกษา แต่อยากจะขอฝากว่า โดยเฉพาะนักบวชที่กำลังศึกษาอยู่เดี๋ยวนี้ศึกษาเรื่องอะไร เพื่ออะไร ถูกต้องตามพุทธประสงค์หรือยัง เราศึกษากันเพื่ออยู่ส่งเสริมพระศาสนา หรือเพื่อหลีกหนีไปให้พ้น ทิ้งขยะมูลฝอยให้เน่าอยู่ในวัด
จริงอยู่ การศึกษาพาให้เรามีความรู้ความฉลาด และเมื่อรู้แล้ว ฉลาดแล้ว จะต้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีแก่ตนเองและพระศาสนา ให้เจริญด้วยคุณธรรม เช่นเดียวกับการศึกษาวิชาทางโลก เมื่อเขามีความรู้ความฉลาดเขาก็นำไปปรับปรุงส่งเสริมบ้านเมือง มิใช่ว่าเอาไปพัง ไปทำลายบ้านเมือง ความรู้ทางศาสนาก็เ พื่อส่งเสริม เผยแผ่มิใช่ทำลาย ถ้าเพื่อทำลายจะศึกษาไปทำไมกัน
การศึกษาธรรมะของนักบวชสมัยนี้ ถ้าพิจารณาดูอีกทีก็เหมือนศึกษาดูปลาในบ่อ พอศึกษาไปมากๆ ก็เหมือนศึกษาดูปลาในทะเล ดูมันช่างกว้างขวาง ฟั่นเฝือมากยิ่งขึ้นเลยไม่รู้ว่าปลาอะไรต่อมิอะไรตั้งเยอะแยะ ไม่ค่อยสนใจจับปลามาปรุงเป็นอาหารกินนัก ส่วนมากจึงอ้างตำรารู้ปลาในคัมภีร์ อวดกันว่า “ข้ามัน (ปริญญา) รอบรู้ปลาหมดทั้งโลกเสียแล้ว เรื่องอะไรจะไปงมปลามากิน” มันก็จอดแค่นี้เอง
พูดมาตั้งนาน ทำให้นึกถึงไก่กรรมฐานขึ้นมาอีก เพราะไก่มันมีอะไรดีหลายอย่าง มันสอนธรรมะมันบอกธรรมะมันดำรงชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ เสมอต้นเสมอปลาย สัตว์ต่างๆมันเป็นอาจารย์สอนเรา แม้แต่ธรรมชาติก็สอนเราอยู่ทุกวัน บอกให้เอาอย่างมันบ้าง เพื่อความสงบสุขร่มเย็น แต่เรามองไม่เห็นไม่รู้เรื่อง จึงเสียเปรียบไก่และสัตว์ป่าเสียเปรียบธรรมชาติที่มันเบาสบาย สงบเย็นกว่าเราเป็นไหนๆ เรื่องนี้ถ้าเราหยุดพิจารณาดูก็พอจะรู้ได้ แต่ถ้าวิ่งไปตามอำนาจของกิเลสตัณหาไม่พามันหยุดพิจารณาเสียงบ้าง เราก็มองไม่เห็น เราจึงถูกไฟ คือ กิเลสเผาวิ่งเต้น เร่าร้อน อยู่ทุกลมหายใจ
อันสัตว์ปีก สัตว์บ้านและสัตว์ป่าทั้งหลายดูเหมือนจะมีความทุกข์ ความโลภโกรธหลงน้อยกว่าคน มองอีกทีคล้ายกับมัน มีความสุขความปล่อยวาง อยู่ตามประสาสัตว์ ไม่แบกโลก หามโลก หวงโลก ยึดโลกเหมือนคนมีความวุ่นวายน้อยกว่าคน คนเราเสียอีกเที่ยวสร้างกรรมทำเข็ญก่อความฉิบหาย พินาศต่อตนเองพวกพ้อง จนทำลายชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ก็ได้ หรือเราจะอ้างว่าตัวเป็นมนุษย์ จึงทำอะไรสูงๆแบบนี้ก็ได้ มิน่าเล่าโลกถึงลุกเป็นไฟอยู่ดังในขณะนี้
สัตว์ต่างๆ แม้มันจะเป็นอภัพพสัตว์ ไม่ควรแก่การบรรลุธรรม แต่เขาก็มีความเป็นอยู่ตามธรรมชาติ แม้จะมีความทุกข์ก็ดูจะยังมีน้อยกว่ามนุษย์ จึงเข้าใจว่าเขาจะมีความสุขดีกว่าพวกเราเสียอีก จึงขอฝากท่านผู้อ่านไว้คิด พูดถึงตอนนี้ก็นึกได้ถึงธรรมะจากต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งเตือนว่า
อันปักษี มีปีก บินหลีกหลบ
ยังประสพ ความทุกข์ มาขวางกั้น
ฝูงสัตว์ป่า มีอยู่ นานาพันธุ์
ทุกข์เหมือนกัน ดูยังน้อย ด้อยกว่าคน
จึงขอเชิญชวนท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณาค้นคว้าหาธรรมะจากธรรมชาติ จากสัตว์และสิ่งแวดล้อม เพื่อน้อมนำมาปรับปรุงตนเอง ให้ได้พบความสะอาด สว่าง สงบ อันเป็นผลให้มีความร่มเย็นเป็นสุขตามสมควรแก่การค้นพบนั้นพูดถึงการก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ ภายใจวัดป่าวิเวกธรรมชาน์และการบำรุงพระภิกษุสามเณร นับว่าทายก-ทายิกาทั้งหลายให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา ในการพิมพ์หนังสือเพื่อเป็นบรรณาการครั้งนี้ จึงมีโอกาสเสนอเรื่องไก่กรรมฐาน มีความหวังเพียงนิดเดียวว่า ถ้าหากบทความนี้พอจะสามารถกวนกิเลสของผู้อ่านให้ฟุ้งขึ้นมานิดๆ พอจะได้คิดได้ว่าไก่กรรมฐานคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร เท่านี้ก็พอแก่ความต้องการของผู้เขียนแล้ว
เขมจิตฺตภิกขุ